วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566

รีวิวฉากประทับใจเริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก เล่ม 4 (มีสปอยล์ค่า)

 




รีวิว  เริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก เล่ม 4

ผู้แต่ง WU ZHE

ผู้แปล โหมวโหม่ว

ผู้วาด Mocon

สำนักพิมพ์ Lavender Publishing

ความเดิมเริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก เล่ม 3

         เจี่ยงเฉิง เริ่มรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ในเมืองเก่าแห่งนี้ โดยมีตัวตนของกู้เฟยอยู่เคียงข้างอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เสียงหัวเราะของเพื่อนรอบตัวเองก็เริ่มดึงเขาสู่ตัวตนเดิม จนกระทั่งสายเรียกเข้าของอดีตคนที่คิดว่าเป็น ‘แม่’ โทรมาเล่าเรื่องพ่อที่แท้จริงของเขาโทรไปยืมเงินอีกฝ่ายโดยอ้างว่าเป็นค่าเลี้ยงดู ‘เขา’ ให้ฟัง อารมณ์ที่ดีของเจี่ยงเฉิงพลันแตกสลายไปในพริบตา กู้เฟยกลับเข้าใจเขาเป็นอย่างมาก อีกฝ่ายจึงพาเจี่ยงเฉิงไปที่ลับของแก๊งเขา และอยู่พูดคุยกับเจี่ยงเฉิงทั้งคืน…ใครจะคิดว่าพวกเขาจะข้ามเส้น ‘เพื่อนร่วมโต๊ะ’ กันที่นี่…ยามเช้ามาเยือนอิทธิพลแอลกอฮอล์บาง ๆ ที่เสริมความวู่วามเลือนหาย แม้เจี่ยงเฉิงจะอยากระเหิดไปในอากาศ แต่กู้เฟยเข้าใจเขาพอที่จะทำตัวปกติ ทว่าในความปกติ ความรู้สึกใกล้ชิดก็ก่อตัวขึ้นเกินกว่าเพื่อนร่วมโต๊ะต่างปิดบังกันและกันไม่ได้ ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปยังคงไม่ชัดเจน แต่ความสัมพันธ์พ่อลูกของเขากับหลี่เป่ากั๋วกระจ่างแล้วว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เจี่ยงเฉิงก้าวออกมาจากห้อง ๆ นั้น พร้อมยื่นคำขาดว่าต่อจากนี้ เขาเป็นเด็กกำพร้า ในจังหวะชีวิตที่สับสนวุ่นวาย กู้เฟยยังคงเป็นคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ความรู้สึกอุ่นใจนี้ทำให้ความไม่ชัดเจนในความรู้สึกที่มีพผลักดันให้เจี่ยงเฉิงอยากลองก้าวออกไปยังโลกของอีกฝ่ายมากขึ้น …แท้จริงแล้วตัวตนอันธพาลน้อยที่ไม่มีใครกล้ายุ่งแห่งนี้เป็นอย่างไรกัน?


    ขอคัดฉากประทับใจในเล่มมาพิมพ์ไว้นะคะ แบบว่า ดีมากจริง ๆ ค่ะ 💖


    มีสปอยล์เนื้อเรื่องนะคะะ ใครยังไม่อ่านไว้แวะมาหวีดฉากด้วยกันอีกทีได้ค่ะ 😀💓


    เริ่มเลยเนอะคะะ


“วันนี้มองฉันเกินไปหน่อยหรือเปล่าคุณแฟน”

“ทำนายไม่มองฉัน”

“ฉันชอบให้นายมองฉันแบบนี้แหละ”

“ทำไมล่ะ” เจี่ยงเฉิงฟุบลงกับโต๊ะพร้อมถามเสียงเบา

“สบายใจ”

ฉันอยากวิ่งโลดแล่นอย่างอิสระในสายตาของเธอ ฉันอยากนั่งมองเผลอเพียงอึดใจก็ถึงยามแก่เฒ่า

 

กู้เฟยความจริงก็เป็นคนที่ต้องการความรักมาก ๆ คนหนึ่งเลยนะคะ ชอบอยู่ในสายตา ชอบให้ชื่นชม ขณะเดียวกัน ก็โอบกอดคนที่เขาต้องการปกป้องเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างดี ส่วนเฮียเฉิงเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคนที่รักมาก ๆ คนหนึ่งจริง ๆ ค่ะ รักแบบมองเห็นทุกข้อดี และทั้งคู่ต่างก็แบบ แค่มีนายอยู่ตรงนี้ก็สุขใจแล้ว //ซึ่งง



“กู้เฟย”

“หืม ?

“ขอกอดหน่อย” เจี่ยงเฉิงพูด “ทำไมฉันรู้สึกกลัวนิด ๆ นะ”

“มาแล้ว” กู้เฟยหัวเราะแล้วล้มนอนข้าง ๆ พลางยื่นแขนมาสวมกอดและลูบศีรษะเขาไปด้วย

“โอ๋ ๆ นะอย่ากลัวไป”

 

ถ้าเจี่ยงเฉิงพร้อมลุยทุกปัญหาไปข้างหน้า ซึ่งปกติต่อให้หวาดกลัวเขาก็ไม่มีหลุมหลบภัยเป็นของตัวเอง กู้เฟยก็ยังเข้ามาทำหน้าที่ตรงจุดนั้นให้ค่ะ เขารู้ว่าแฟนของเขาอยากลุยออกไปรูปแบบไหน เขาเป็นเพียงคนให้คำแนะนำและสนับสนุนอยู่ด้านหลังเสมอ เฮ้ออออ



“นี่บางครั้งฉันก็อยากจับแก้มนายแล้วขยำไปขยำมาแรง ๆ นะ บางครั้งเห็นใครก็อยากจับตัวมาแล้วถามว่ารู้จักกู้เฟยไหม รู้รึเปล่าเขาไม่เป็นอย่างที่นายคิดน่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ มีแต่ฉันที่ได้เห็นนะ”

“ความจริงฉันก็อยากทำแบบนี้เหมือนกัน” กู้เฟยพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ไม่มีใครรู้ว่าคนสอบได้ที่หนึ่งของชั้นลับหลังเป็นคนยังไง มีแค่ฉันที่รู้”

“อีกอย่างน่ะ พูดไม่ถูก ฉันไม่ได้อยากให้คนอื่นคิดว่านายเป็นแค่ลูกพี่ใหญ่สุดเจ๋งคนนึง ทั้งที่นายยอดเยี่ยมมากฉันดูปัญหาอ่อนดีใช่ไหมล่ะ” เจี่ยงเฉิงถอนใจ “เมื่อก่อนฉันไม่ได้เป็นแบบนี้ นายต้องจำข้อนี้ให้ดี ๆ”

ทั้งที่ยอดเยี่ยมมากแท้ ๆ กู้เฟยไม่ได้พูดอะไรอีก

มันอาจคล้ายที่เขารู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่เห็นมุมมองใหม่ ๆ จากตัวเจี่ยงเฉิง เจี่ยงเฉิงเองก็คงคิดเหมือนกัน

แต่บางครั้งเขาก็ไม่อยากคิดมาก ทุกครั้งที่ได้เห็นมุมใหม่เพิ่มขึ้นอีกนิด ก็จะรู้สึกมากขึ้นอีกหน่อย และมันทำให้เขารู้สึกเหมือนห่างเหินยิ่งกว่าเดิม จะยิ่งคิดว่าคนแบบนี้ไม่ควรเปล่งประกายอยู่ในบ่อโคลน เจี่ยงเฉิงไม่ควรจมอยู่ในบ่อโคลน

กู้เฟยมองรอยยิ้มมุมปากของเจี่ยงเฉิง รอยยิ้มที่ฉายให้เห็นในแววตา มีเพียงเวลาเห็นรอยยิ้มแบบนี้เท่านั้นที่เขาจะสลัดความคิดอื่น ๆ ออกไปก่อน

 

พวกเขาต่างยังเป็นวัยรุ่น แต่เรื่องรอบกายทำให้ความคิดหลาย ๆ อย่าง หน้าที่หลาย ๆ อย่างต้องรับผิดชอบก่อนเวลา จะเห็นว่ามุมเด็กน้อยตามวัยของพวกเขาพึ่งแสดงออกตอนสนิทกันมากขึ้นในเล่มสอง และเป็นมุมที่ไม่มีใครเคยรู้ ในฉากนี้มีจุดหนึ่งที่แอบหน่วงแล้วก็ลุ้นมาก ๆ คือเริ่มชัดแล้วว่าวิธีคิดเจี่ยงเฉิงกับกู้เฟยไม่เหมือนกัน แล้วคือ กู้เฟยคิดแต่ว่าเขาจะดูแลและส่งคนคนนี้ออกไปในที่ที่ดีกว่า...เขารักของเขาแบบบบบ

 


บางทีเจี่ยงเฉิงอาจไม่ได้คิดถึงจุดนี้ ถ้าหากวันหนึ่งพวกเขาจากกันไป เลิกรากันไป แล้วควรทำอย่างไรกับรอยบนตัวนี่ดี

คนที่เคยปรากฏอยู่ในอดีตอันแสนสั้นช่วงหนึ่ง แต่กลับทิ้งรอยไว้บนตัวคุณตลอดชีวิต เรื่องแบบนี้เจี่ยงเฉิงคงไม่เคยคิดเผื่อไว้

 ...

ความจริงเขาไม่ได้ยึดติดอะไรกับการสักรอยเขี้ยวนั่นนักหรอก เหตุผลที่คิดจะสัก เพราะเขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้ทำเรื่องแบบนี้ อย่าว่าแต่สักเลย แม้แต่จี้หินที่พันจื้อให้มา เสิ่นอีชิงยังไม่อนุญาตให้เขาแขวนคอเป็นสร้อยเสียด้วยซ้ำ แถมเกือบให้เขาเอาไปคืนพันจื้อด้วย

เขาย่อมมีความสุขอยู่แล้วที่กู้เฟยยอมทำอะไรโง่ ๆ ด้วยกันและปัจจัยที่ทำให้เขาเกิดอยากอาหารขึ้นมาก็คือประโยคที่ว่า ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้น

บางทีคนเราก็น่าแปลกแบบนี้ แปลกที่พึงพอใจได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องมีหลักฐานอะไรมาสนับสนุน ไม่ต้องมีตรรกะ ขอแค่คำพูดคำเดียว ขอแค่อีกฝ่ายพูดปากเปล่าก็สร้างความสุขได้แล้ว


 อืม เล่มนี้การเล่าเรื่องของเจี่ยงเฉิงทำให้เราเห็นสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตในบ้านพ่อแม่บุญธรรมหลายอย่าง เขาโดนกดดันมากจริง ๆ ค่ะ นี่เป็นหนึ่งในฉากที่บอกว่าเขาไม่เคยได้รับอนุญาติให้ออกจากกฎของบ้าน ขณะเดียวกันก็จะเห็นถึงความคิดหนักทางกู้เฟย ทว่าสุดท้ายเมื่อเจี่ยงเฉิงเลือกถอย กู้เฟยเลือกจะรุก และตอบรับการสักครั้งนี้ คนมีความรักอ่ะนะคะ และความสุขทางใจเพียงหนึ่งเดียว ต่างก็ยอมกันและกันจริง ๆ ค่ะ

 


“กู้เฟย” เจี่ยงเฉิงผละออกแล้วกระซิบชิดข้างหู “ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่ ต่อให้อนาคตเราไม่ได้คบกันแล้ว ฉันก็จะทิ้งสัญลักษณ์ไว้บนตัวนายอยู่ดี ไม่สนว่าใครจะเห็นแล้วต้องรู้ว่านี่เป็นของฉันด้วย เสวียป้าอย่างเราไม่มีเหตุผลแบบนี้แหละ”

 

“เฮ้ !” กู้เฟยสะดุ้งกับการกระทำอันฉุกละหุกของเขา ถึงขนาดเผลอขยับเข้าเอาตัวมาบังอัตโนมัติ “นายทำอะไร”

“กัดสิ” เจี่ยงเฉิงโยนกางเกงไปด้านข้างแล้วนั่งบนเตียง ถอดรองเท้าก่อนจะยกขาขวาเหยียบบนเตียง “มาสิพ่อหนุ่มคนนี้” กู้เฟยมองไปข้างนอกห้องแวบหนึ่งแล้วกระแอมไอ

“เร็วหน่อยกระแอมอะไรนี่ ท่านคิดจะขับเสียงร้องสักเพลงเหรอ”

“มาแล้ว” กู้เฟยมองเขาแล้วอยู่ ๆ ก็ย่างสามขุมมาผลักตัวเขาไปด้านหลัง ก่อนจับหัวเข่าของเขากดไปด้านข้างแล้วก้มหน้ากัดเนื้อจนจมเขี้ยว

“นายรู้ไหม บางคนน่ะนะ” กู้เฟยก้มลงกระซิบชิดหูเขา “จะใช้วิธีต่าง ๆ นานที่นายสมยอม หรือไม่สมยอมก็ตามเพื่อให้มันฝังอยู่ในความทรงจำของนาย อย่างเช่นฉัน”

“แต่งกลอนหรือไง” เจี่ยงเฉิงหัวเราะ

“ขอทำตัวเลี่ยนหน่อยน่า” กู้เฟยหันขวับมองไปด้านนอกแล้วรีบโฉบลงกดจูบบนริมฝีปากเจี่ยงเฉิงแรง ๆ หนึ่งที

 

อืมมมม เรียกว่าเป็นฉากที่สุดในหลายทางเลยค่ะ ตอบปมบางส่วน มีความรู้ทันกันแล้วยังบรรยายได้แบบบบ ไฟลุกกกกก


 

กู้เฟยขมวดคิ้วเป็นปมแน่นแล้วแหวกกลุ่มคนด้านหน้าออกก่อนพุ่งตัวไปยังชั้นบนของตัวอาคารอาคารเก่า ๆ หลังนี้สูงเพียงไม่กี่ชั้น ทว่าคนที่กลัวความสูงถึงขนาดอยู่บนตึกดาดฟ้าชั้นห้ายังอาเจียนได้อย่างเจี่ยงเฉิง ระดับความสูงเท่านี้เพียงพอทำให้เขาอาเจียนคาที่ได้เลย

หลังสมองขาวโพลนไปชั่วครู่ กู้เฟยก็พุ่งเข้าไปกอดเจี่ยงเฉิงเอาไว้และใช้มือปิดตาของอีกฝ่ายไว้ ร่างกายของเจี่ยงเฉิงแข็งทื่อไปหมด แต่กลับทำตามคำสั่งการเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตัดแหล่งจ่ายไฟได้อย่างน่าประหลาด เขาปิดตาอีกคนพร้อมกึ่งพลักกึ่งโอบออกจากบริเวณบันไดเจี่ยงเฉิงเคลื่อนไหวตามเขาอย่างกับเคลื่องกลโดยไร้สุ่มเสียงและปราศจากท่าทีดิ้นรนต่อต้านใด ๆ

 

คู่นี้อายุไม่เท่าไรแต่เรื่องที่เผชิญคือ...;---;... เราชอบการปกป้องของกู้เฟยมากกเลยค่ะ ตั้งแต่วิ่งไปรับเจี่ยงเฉิงบนตึก เจี่ยงเฉินยืนไม่ไหวแล้ว จิตใจก็ไม่ไหวแล้วขอให้เขาอุ้มออกมาแบบไม่แคร์สายตาใคร กู้เฟยก็อุ่มเขาออกมา พอลงมาด้านลง เหตุสะเทือนใจนั้น...เผลอ ๆ ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด กู้เฟย เห็น แต่สติที่เขาได้ก็คือพุ่งออกไปปิดตาเจี่ยงเฉิงก่อน กอดปกป้องอีกฝ่ายไว้แล้วพาออกมา แบบบบ ชอบคนไทป์ปกป้องมากค่ะ!




กู้เฟยนั่งเล่นกล้องอยู่อีกฟากตั้งแต่ต้นและไม่ค่อยสนใจว่าช่างจะแต่งหน้าให้เจี่ยงเฉิงไปถึงไหนเท่าไหร่ แต่แล้วอยู่ ๆ เจี่ยงเฉิงก็หันมาหา เขาที่กำลังยื่นทิชชูให้จึงกวาดตามองหน้าเจี่ยงเฉิงไปด้วยแวบหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นว่ามือเกือบอ่อนยวบทำกล้องร่วงตกพื้น

บางทีอาจเป็นเพราะติดฟิลเตอร์ของแฟนหนุ่มขนาดมหึมาพอเห็นเจี่ยงเฉิงในรูปแบบนี้ก็มีแต่จะเร่งให้หัวใจเต้นรัว ครั้งเจี่ยงเฉิงรับทิชชูไป เขาก็รินน้ำให้ตัวเองหนึ่งแก้วแล้วกรอกเข้าปากเพื่อกลืนหัวใจลงไป

 

มีคนมาทำงานแล้วมือไม้อ่อนอีกแล้วค่ะ 555555555


 

“พ่อหนุ่มคนนี้” เจี่ยงเฉิงยกนิ้วจิ้มปลายคางเขา “ตอนนี้ถ้านายจูบฉันทีหนึ่งคนข้างนอกต้องรู้กันหมดแน่”

กู้เฟยครุ่นคิดตาม ก่อนก้มหน้าจูบซอกคออีกฝ่าย

“ฉันขอเตือนนายนะ” เจี่ยงเฉิงโอบกอดเขา “ถ้านายกล้ากัด ฉันก็กล้าต่อยนาย”

กู้เฟยเงยหน้าขึ้นพร้อมส่งเสียงหัวเราะ จากนั้นหยอกเย้าว่า

“พ่อหนุ่มคนนี้ มีจุดอ่อนทั้งตัวยังกล้ามาท้าทายอีกเหรอ”

 

ชอบการหยอกเย้าของสองคนนี้มากกกกกกกก เลยค่ะ อ่านไปจะเจอหลายฉากที่เขาจะต้องแตะ ต้องทัชกันเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบบ น่ารักกกกก




กู้เฟยเดินไปพร้อมกับผิวปากตามเสียงดนตรีคล้ายเสียงจิ้งหรีดร้อง ฟังแว่ว ๆ แล้วนึกอยากหัวเราะออกมาเล็กน้อย

สุขสันต์วันเกิดเฮียเฉิง

หวังว่านายจะมีความสุขแบบนี้ตลอดไป

สุขสันต์วันเกิดเฮียเฉิง

หวังว่านายจะยิ้มสดใสเหมือนแสงอาทิตย์ตลอดไป

สุขสันต์วันเกิดเฮียเฉิง

หวังว่าอนาคตถ้านายหวนนึกถึงช่วงเวลานี้จะไม่เสียใจภายหลัง

สุขสันต์วันเกิดเฮียเฉิง

 

...ยังไง...ยังไง ภาพอนาคต กู้เฟยก็ 😭




ฉันอยากนั่งมองเผลอเพียงอึดใจก็ถึงยามแก่เฒ่า

“แม่ง” เจี่ยงเฉิงร้อนผ่าวตรงขอบตาขึ้นมาฉับพลัน เขาอ่านข้อความฉบับนี้มาหลายต่อหลายครั้ง ทุกครั้งที่เปิดโน๊ตก็จะมองเห็นตลอดแต่ไม่เคยเป็นอย่างตอนนี้ที่จู่ ๆ ก็ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ขึ้นมา

 

ประโยคนี้เป็นเนื้อร้องที่กู้เฟยเอ่ยถึงบ่อยมาก เรารู้สึกเลยว่า เขาเฝ้ารอ และก็มอบความรู้สึกที่เคยเฝ้ารอนี้ให้เจี่ยงเฉิงไปแล้วค่ะ ...อยากจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า 😢



“เล่าจบแล้ว” กู้เฟยคีบบุหรี่ออกจากปาก “กอดหน่อยเฮียเฉิง”

เจี่ยงเฉิงชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบโผเข้าไปสวมกอดอีกฝ่ายไว้ทันที

“ฉันไม่น่าถามเลย แม่ง ความจริงฉันน่ะไม่ใช่คนที่จะต้องขุดเอาเรื่องในอดีตของนายออกมาให้ได้หรอก ฉันแค่ฉันแค่

“นายก็แค่หึง” กู้เฟยหันหน้ามาซบไหล่เขา

“ใช่” เจี่ยงเฉิงถอนหายใจ

“แต่มีเรื่องนึงที่ฉันต้องพูดหน่อย” เจี่ยงเฉิงกล่าว “คราวหลังนายอย่าทำหน้าบึ้งใส่ฉัน นายจะโกรธหรือไม่สบอารมณ์ก็ได้ แต่มาสู้กันสักตั้งยังดีกว่าทำตัวเย็นชาใส่กัน ฉันน่ะกลัวเวลาโดนคนเพิกเฉยใส่ที่สุด เมื่อก่อนตอนอยู่บ้าน เวลาพวกเขาไม่อยากว่าฉันก็จะทำหน้าเย็นชาใส่ ไม่มีใครสนใจฉันเลย ความรู้สึกแบบนั้นมันอึดอัดมาก ๆ”

“เข้าใจแล้ว”

 

เป็นอีกหนึ่งฉากที่เขาเคลียร์กันแล้วก็เรียกหากัน เท่าที่เราเห็น กู้เฟยชอบบอกเจี่ยงเฉิงว่า "มาแล้ว" ทุกครั้งที่เจี่ยงเฉิงเรียกหา และเจี่ยงเฉิงจะมองเงียบ ๆ และยืนอยู่ข้างกู้เฟยทุกรอบที่เขาเจอปัญหา ฉากนี้อาจจะเป็นไม่กี่ครั้งที่กู้เฟยเป็นฝ่ายเรียกเจี่ยงเฉิงออกมา คำว่า "รีบโผเข้าไปกอด" คือทัชใจเรามาก

อีกจุดหนึ่งอย่างที่เล่าไปก่อนหน้าว่ามีหลายฉากที่ทำให้เห็นสภาพแวดล้อมที่เจี่ยงเฉิงอยู่ก่อนหน้านี้...มันโดนเดี่ยวมากเลยค่ะ เหมือนกับเราไม่มีตัวตน โหดร้ายในอีกรูปแบบเลย T-T



“นายคงไม่คิดจะรักกันตลอดไปหรอกนะ กับกู้เฟย”

เจี่ยงเฉิงหยิบบุหรี่มาจุดโดยไม่ตอบทันที หลังสูบไปได้สองคำก็เคาะบุหรี่แต่กลับไม่มีอะไรร่วงลงมา

“ไม่ได้เหรอ”

“เป็นไปได้เหรอ” พันจื้อย้อนถาม


เป็นจุดถามเปิดปมที่นำพาสู่ความเข้มข้นถัดไป...แต่ก็เห็นชัดว่าเจี่ยงเฉิงมองแต่ภาพที่มีกู้เฟยอยู่กับตัวเองมาตลอดเลยค่ะ


 

เขาต้องการคำตอบเดียว ไม่ได้ต้องการคำอธิบายมากมาย เขาต้องการเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น

ฉันเคยคิดว่าอยากอยู่ด้วยกันกับนายในอนาคต ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยกัน

แค่นี้เอง

บางทีเขาอาจจะไหลไปตามระบบความคิดที่เคยชินเลยไม่ทันคิดถึงปัญหาในมุมมองกู้เฟยที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาต้องการผลลัพธ์ แต่กู้เฟยต้องการพูดถึงขั้นตอน

หากตั้งผลลัพธ์ไว้แล้วก็เท่ากับว่าทุกขั้นตอนต่างมุ่งเป้าสู่ผลลัพธ์นั้นทั้งสิ้น ทว่าหากเริ่มจากการวางแผนขั้นตอนก่อนก็อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์นับไม่ถ้วนได้ กู้เฟย นายคิดไว้เยอะแยะอย่างนี้แล้วคิดอะไรไว้บ้างล่ะ

 

แงงงง วิธีคิดพวกเขาต่างกันจริง ๆ ค่ะ ละแบบ ต่างก็ทันกัน พอได้ทบทวนทำความเข้าใจหลายเรื่องก็ทันกันได้ แต่เรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นก็...ต้องใช้เวลานะคะ ;---;


 

“กู้เฟย” เจี่ยงเฉิงเอ่ยขัดทันควัน “นายเคยถามฉันว่าอยากคบกับนาย หรืออยากคบกับนายสักครั้งใช่ไหม”

“อืม” กู้เฟยกุมมือเขา

“แต่ก่อนฉันคิดแล้วว่าทำไมนายถึงถามฉันอย่างนั้น ตอนนี้ฉันรู้แล้ว คนที่อยากคบคือตัวฉัน ส่วนคนที่อยากคบกันสักครั้ง” เจี่ยงเฉิงชักมือออกแล้วชี้ตัวอีกฝ่าย “คือนาย”

 

ฉะนั้นเขาจึงเลือกจมปลัก ฉันจะชอบนายจนถึงวันที่นายไม่ต้องการอีกแล้ว

ขอเพียงคนที่นายต้องการคือ ฉันไม่ใช่คนอื่น ฉันพร้อมเสมอ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยของเจี่ยงเฉิง เป็นสภาวะที่อยากคว้าไว้ให้แน่นเพราะกลัวสูญเสียตลอดเวลา และเขาสัมผัสได้ถึงมันบ่อยครั้งเสียด้วย

กู้เฟย ทุกประโยคที่นายพูดตอนนี้จะกลายเป็นหลักฐานที่ฝั่งใจของเจี่ยงเฉิง รอบคอบนะ

 

เขารู้นิสัยเฮียเฉิงจริง ๆ ค่ะ และเป็นคนคิดทุกอย่างเผื่อไว้ คือ...เฮ้อ! สองคนนี้จะหาทางออกกันยังไงนะคะ ลุ้นนนนน


 

“ทีแรกฉันคิดว่าคำพูดของนายเป็นคำพลอดรักที่ฟังเผิน ๆ แล้วความหมายดี แต่กลับคิดลึกไม่ได้”

“หืม ?” กู้เฟยยกแขนที่กดตรงลำคออีกฝ่ายออกแล้วก้มหน้าลงไปกดจูบ

“ความจริงนายหมายถึงถ้าฉันเลิกกับนาย นายก็จะตกลงสินะ” เจี่ยงเฉิงสบตา “อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ฉัน” กู้เฟยไม่ตอบอะไร นอกจากก้มหน้าลงไปกดจูบอีกครั้ง

“ดูเหมือนอำนาจการตัดสินใจจะอยู่ที่ฉัน ความจริงท่านก็ไม่ได้เป็นฝ่ายถูกกระตุ้นเลยสักนิด” เจี่ยงเฉิงมองค้อน “ไปมาสบายไม่มีอะไรกีดขวางเลยสินะ”

กู้เฟยถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนบอกว่า “ถ้านายไม่อยากคบกับฉันจริง ๆ ต่อให้ฉันตามตื้อให้ตายก็ไร้ความหมายนี่นา”

“ก็พูดแบบนั้นอยู่หรอก” เจี่ยงเฉิงแหงนหน้ามากัดปลายคางอีกฝ่ายกู้เฟยสะดุ้งทว่าไม่กล้าขยับตัว

ฉันไม่ได้คิดครอบคลุมเท่านาย ฉันคิดแค่ว่าค่อย ๆ เดินไปทีละก้าว มีปัญหาอะไรก็แก้ปัญหานั้น คนเราต้องมีเป้าหมายสักอย่าง ความสัมพันธ์ก็ดี ชีวิตก็ดี มันต้องมีทิศทาง นายถึงจะรู้ว่านายทำอะไรฉันเป็นคนแบบนี้”

ฉันจะไม่พูดอะไรอีกแล้ว ฉันมีอย่างเดียว นายสัญญากับฉัน” เจี่ยงเฉิงสอดประสานสายตา

“นายว่ามา” กู้เฟยสบตาตรง ๆ

“อย่าให้ฉันหนี” เจี่ยงเฉิงเอ่ย “อย่าให้ฉันพูดว่า พอเถอะ แล้วนายก็เดินจากไปอย่างสบายใจ นายต้องตื้อสักหน่อยได้ไหม ถ้าเกิดฉันเสียใจทีหลังขึ้นมาแล้วหันกลับมานายไม่อยู่ตรงนั้นล่ะ จะทำยังไง”

ทันใดนั้นกู้เฟยรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาเล็กน้อย

“ได้” เขาพยักหน้ารับ “แต่นายก็ต้องสัญญากับฉัน”

“ฉันไม่ชอบให้ใครเสียสละเพื่อฉัน หรือทอดทิ้งบางอย่างเพื่อฉันฉันไม่ต้องการ เส้นทางของนายนั่น ถ้าควรเดินก็ขอให้เดินต่อไปอย่าหยุด นายเข้าใจความหมายของฉันไหม เห็นใจ ทอดทิ้ง สิ่งเหล่านี้จะกดดันฉัน จะรู้สึกเหนื่อย”

“เข้าใจแล้ว” เจี่ยงเฉิงบีบคางเขา “ฉันเป็นคนหนักแน่นมากนะ”

 

ทั้งสองคนต่างก็มีความในใจ ต่างก็เห็นอีกฝ่ายสำคัญ จุดที่เจี่ยงเฉิงพูดเราก็แสบ ๆ ร้อน ๆ กระบวกตาตามกู้เฟยค่ะ พอกู้เฟยพูด...ยิ่งใจเจ็บ ฮือออ



“ความจริงก็ใช่ว่าฉันต้องอารมณ์เสียให้ได้หรอก ฉันแค่กลัว”

“ฉันรู้” กู้เฟยลุกขึ้นนั่งแล้วถูหลังเขาไปมา “ฉันรู้”

“นายรู้ไหมกู้เฟย” เจี่ยงเฉิงเขียนไปเรื่อยพร้อมกับพูดด้วยสุ่มเสียงที่เบาลงเล็กน้อย “ฉันไม่มีบ้านแล้ว ฉันอยู่ตัวคนเดียว ที่นี่ ในห้องเช่าห้องนี้ ไม่มีอะไรเหลือแล้ว”

“พอฉันเอนไปเจอนายอยู่ข้างหลัง ฉันก็สบายใจฉันไม่ได้จะไม่เผชิญหน้ากับความจริง ฉันแค่คิดว่าถ้าไม่มีนายอยู่ข้างกัน ฉันก็ก้าวพลาดลอยคว้างจริง ๆ แล้ว”

“ฉันอยู่นี่ อยู่ข้างหลังนายไม่ไปไหนทั้งนั้น” กู้เฟยบอก “อย่ากลัว”

“อืม” เจี่ยงเฉิงหัวเราะ

กู้เฟยหลับตาลง ปล่อยเป็นแบบนี้เถอะ เรียนรู้จากเจี่ยงเฉิง เรื่องบางเรื่องอย่าพึ่งไปคิดถึงมันความทรงจำแสนงดงาม ประสบการณ์ที่ดี บางทีชีวิตอาจะได้ใช้โลดโผนเพียงครั้งเดียว

ตอนที่นายหันกลับมา ฉันจะอยู่ตรงนี้ ตอนที่นายคิดถึงบ้านฉันจะอยู่ตรงนี้ ยืนนานเท่าไหร่ก็ยืนนานเท่านั้น


เราควรน้ำตาซึมฝั่งใครก่อนดีคะ ฝั่งใครก่อนดี ฮืออออออออออ

 


“ฉันอยากนั่งมองเผลอเพียงอึดใจก็ถึงยามแก่เฒ่าฉันอยากเงยหน้ารับแสงอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ เธอแค่โอบกอดฉันไว้ ฉันอยากก้าวข้ามผ่านวันและเวลา เหยียบย่ำหนทางความสับสน ลืมตาขึ้นแล้วเธอจะได้ยิน ฉันอยากมีเธออยู่บนไหล่ซ้ายหันมายิ้มให้กันบนไหล่ขวาฉันอยากวิ่งโลดแล่นอิสระในสายตาของเธอ ฉันอยากนั่งมองเผลอเพียงอึดใจก็ถึงยามแก่เฒ่า”



เสียงตัวโน๊ตสุดท้ายสิ้นสุดลงในที่สุด แต่เจี่ยงเฉิงยังคงนิ่งอยู่ในท่าเดิม จนกระทั่งกู้เฟยยื่นมืออ้อมโทรศัพท์มาลูบแก้มกันเบา ๆ เขาถึงพบว่าตัวเองร้องไห้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

ไม่ นี่เรียกว่าร้องไห้ไม่ได้

แค่หลั่งน้ำตา


ในที่สุด เพลง "นอกคอก" ก็สมบูรณ์แล้วนะคะ 😭💓



“กู้เฟย”

“หืม ?

“หรือว่าไม่ต้องเอาเงินให้ฉันแล้วก็เก็บไว้ที่นายเถอะ ฝากเก็บให้ฉัน”

กู้เฟยไม่พูดอะไรแต่ขยับปากกาที่คาบอยู่ในปากกระดกไปมากระทั่งผ่านไปพักหนึ่งเจี่ยงเฉิงเห็นอีกฝ่ายกระตุกยิ้มจาง ๆ อย่างไม่ชัดเจนนัก

“ได้ไหมเล่า” เจี่ยงเฉิงถลึงตาใส่

“เฮียเฉิง” กู้เฟยหมุนปากกาเล่น “ชาติที่แล้วฉันคงทำดีมาไม่น้อย ชาตินี้ถึงได้มาเจอนาย”


ประทับใจทิ้งท้ายคือความรู้ใจกันดี เจี่ยงเฉิงรู้ว่าถ้าพูดตรง ๆ ว่าเอาเงินส่วนของฉันไปใช้เถอะ กู้เฟยต้องปฏเสธแน่ เลยพูดอ้อมบอกเขา กู้เฟยฟังแล้วก็เข้าใจความหมายถึงกับนิ่งไป...

หวังค่ะ...จริง ๆ นะ ให้เด็กทั้งสองคนมีทางออก

ไม่รู้นอกจากครูอาจารย์ คุณแม่กู้ยังพอฝากความหวังได้ไหม เธอเองก็กลัวจะโดนกู้เฟยทิ้ง ฉากกู้เฟยอ้าแขนให้แม่โผมากอดคือ...เราหวังใจว่าอะไร ๆ จะดีขึ้นค่ะ


นอกจากนี้ ฉากที่เคยเห็นผ่านตาแล้วได้มาหวีดกับคำบรรยายในเล่ม



ฉากเฮียเฉิงเตรียมงานฉลองวันเกิด ดีงามสุด ๆ เลยค่ะ 💘💘💘💘


    ยังมีรายละเอียดที่เห็นจากภาพแฟนอาร์ต เช่น ภาพกู้เฟยชอบนั่งซ้อนหลังกอดเอวเฮียเฉิงไว้

    หรือภาพเล่นเปียนโน ดีดกีต้าคู่กัน...เป็นอะไรที่มีในเล่มนี้แล้ว และน่ารอคอยในเล่มถัดไปด้วยค่ะ




สุดท้าย หลังจากไม่ได้อัปบล็อกนานมากกก และหลังจากนี้คงยุ่งหัวฟูสุด ๆ มีโอกาสระเบิดพลังความหวีดน้อยมาก ๆ ในช่วงต้นปี ตอนนี้ก็ขอแวะมาแปะไว้รอเล่ม 5 กันสักหน่อยค่ะ ใครที่ตามมาถึงตรงนี้ สามารถแวะหวีดกันได้นะคะ


ส่วนใครบังเอิญเปิดมาเจอ ขอสวัสดีปีใหม่ 2566 ใน Blog มา ณ ตรงนี้ค่ะ 

>>RAW

>> Minimore

    

    ชาแดง



วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2565

รีวิว How to เปลี่ยนฆาตกรตัวร้ายให้กลายเป็นคนคลั่งรัก [ฉบับเต็ม]

 



How to เปลี่ยนฆาตกรตัวร้ายให้กลายเป็นคนคลั่งรัก

ผู้เขียน บาบานานา

ผู้วาด Solxzop

สำนักพิมพ์ -หนังสือทำมือ-

เรื่องย่อ

    ใครจะรู้ว่าแค่หลุดสปอยล์ตอนจบของหนังฆาตกรรม จะทำให้ “นิค” ถูกส่งมาเป็น อวี้เฉิน ตัวละครรูมเมทของพระเอกในภาพยนต์เรื่องนั้น ที่เป็นทั้งตัวเอกซึ่งทำให้เนื้อเรื่องดำเนินไป และเป็นเหยื่อคนสุดท้ายของ “ลูคัส” พระเอกผู้เป็นฆาตกรต่อเนื่อง น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถหนีไปจากคนที่อนาคตจะเป็นผู้ปลิดชีพเขาได้ เพราะท่ามกลางฆาตกรมากมายที่หมายชีวิตเขาในอนาคต ลูคัส เป็นเพียงคนทางเดียวและคนเดียวที่จะทำให้เขาต่อลมหายใจอันไม่มั่งคงนี้ต่อไปได้



ความรู้สึกหลังอ่าน (มีสปอยล์ปานกลางถึงมากค่ะ)

    กลับมาต่อแบบรวดเร็วกับ How to เปลี่ยนฆาตกรตัวร้ายให้กลายเป็นคนคลั่งรัก เป็นนิยายไทยอีกเรื่องที่เราติดมาก ๆ ตอนลงเว็บค่ะ ตัดสินใจทันทีตอนคุณนักเขียนประกาศว่าจะรวมเล่ม และดองโค้งสุดท้ายกับตอนพิเศษมาปิดจ็อบในเล่ม ต้องบอกว่าเป็นนิยายที่ไม่เหมาะสำหรับทุกคนนะคะ เนื้อเรื่องมีความกดดันทางจิตใจและความแตกสลายของชีวิตเหยื่อที่ถูกทำร้ายจนกลายเป็นฆาตกรอยู่หลายคน รวมไปถึงเหยื่อที่ไม่ได้ทำอะไรผิดอย่าง อวี้เฉิน หรือ ตัวนิค เอง ที่เข้าไปอยู่ในวังวนเหล่านั้นโดยไม่ตั้งใจ ความรู้สึกกดดันและลุ้นระทึกในทุกตอน ไม่แผ่วสำหรับเราเลยค่ะ เอาใจช่วยนิคมาก ๆ ตั้งแต่เจ้าตัวหลุดไปในภาพยนตร์ ถ้าใครกำลังสนใจแนวนี้ มาค่ะ เราจะเล่าให้ฟังงง แต่ก่อนนะเลยอื่น


คำเตือน

เรื่องนี้หลายตอนเต็มไปด้วยความกดดันทางจิตใจ ความบิดเบี้ยว ความโหดร้าย ความรุนแรงของสังคมและครอบครัว

มีการบรรยายถึงเลือดและเนื้อ การฆ่า ข่มขืน การทำร้ายเด็ก การกินเนื้อคน ความสัมพันธ์ทางเพศในพี่น้องเดียวกัน และความสัมพันธ์แบบเป็นพิษ

ส่วนตัวมองว่าไม่เหมาะสำหรับผู้อ่านที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปีขึ้นไป และผู้อ่อนไหวกับประเด็นดังกล่าว


พิจารณาแนวกันอย่างระมัดระวังด้วยนะคะ


พื้นที่สปอยล์ปานกลาง


จุดจบของคนสปอยล์หนังที่ไม่อยากจะรับไว้ (?)

        นิค ที่ลืมตาตื่นเข้ามากลายเป็น “อวี้เฉิน” ตัวละครหนุ่มชาวจีน ที่เป็นรูมเมทกับ ลูคัส พระเอกภาพยนตร์ที่เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ภายนอกอบอุ่น เอาใจใส่ แต่ข้างในขี้ระแวงและบิดเบี้ยว แถมยังเป็นผู้รับลมหายใจสุดท้ายของ “อวี้เฉิน” ในตอนจบของเรื่องก่อนอีกฝ่ายจะฆ่าตัวตายตาม เขาต้องรีบเร่งสมองให้หมุนด่วนจี๋ เพื่อเรียบเรียงเนื้อเรื่องทุกอย่างออกมา เพราะตัวละคร “อวี้เฉิน” เป็นเสมือนแม่เหล็กดึงดูดฆาตกรให้เข้ามาหา เป็นเหยื่อที่เกือบตายไม่รู้ตัวอยู่หลายครั้งหลายหน หากไม่ใช่ว่าลูคัสยื่นมือเข้ามาช่วยได้ทันเวลา ที่น่าแปลกใจคือ ไม่ว่าเหตุการณ์ประหลาดเลือดอาบรอบตัวจะเกิดขึ้นกี่ครั้งกี่หน ตัว “อวี้เฉิน” กลับไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลยสักนิด ...จนกระทั่งในตอนใกล้จบของเรื่อง ...นั่นจึงเป็นที่มาของเหยื่อคนสุดท้ายของพระเอกอย่าง ลูคัส

        ...เมื่อนิคประมวลผลเสร็จ เขาก็พบว่าก่อนไปถึงจุดจบสุดท้าย ทางรอดชีวิตของเขากลับมีคำตอบหนึ่งเดียว คือ อยู่กับ “ลูคัส” คนที่จะเป็นทั้งผู้ปลิดชีพในตอนสุดท้าย และช่วยเหลือเขาให้รอดพ้นจากมือมัจจุราชคนอื่นก่อนถึงเวลานั้น ...การแสดงบทบาทรูมเมทให้สมบูรณ์แบบจึงต้องเริ่มขึ้นหลังเขาก้าวเท้าออกไปจากประตูของห้องนอนบานนี้


มุมมองบุคคลที่สาม

        นิค ต้องยอมรับว่าระหว่างดูภาพยนตร์ ลูคัส เป็นพระเอกที่เขาชอบและเห็นใจมาก ๆ กับเรื่องราวที่เจ้าตัวพบเจอ แต่เมื่อเขาต้องกลายมาเป็นหนึ่งในตัวละครใกล้ชิดอีกฝ่ายในเวลานี้และทุก ๆ วันหลังจากนี้ กลับทำให้ทุก ๆ การขยับเคลื่อนไหว เต็มไปด้วยความตึงเครียด ยิ่งเขาไม่เหมือน อวี้เฉิน ในเรื่อง ที่สามารถไม่ใส่ใจรายละเอียดต่าง ๆ ได้ เขายิ่งต้องทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นอย่างเป็นธรรมชาติให้มากขึ้น และยินยอมรับการหยั่งเชิงของ ลูคัส อย่างใจเย็นอยู่ตลอด จะมีเพียงช่วงเวลาที่ได้ออกไปทำงานข้างนอกบ้านเท่านั้น ที่เขารู้สึกเหมือนกลับมาเป็นตัวเองในชีวิตก่อน อย่างไรก็ตามนอกจากบทบาทที่ต้องโดนตามฆ่า บ้านเมืองแห่งนี้เป็นความฝันของเขามาตลอดตั้งแต่มีชีวิตก่อนอยู่ไทย เมืองนอกที่เงียบสงบ บรรยากาศเย็น ๆ และการเดินทางที่สะดวก นั่นทำให้เขาพึงพอใจมากและไม่ได้มีห่วงอะไรที่จะกลับไปอยู่ในร่างของชายวัยทำงานที่เจ็บป่วยเรื้อรังจากการทำงานหนักมาหลายปี นิคตั้งใจทำงาน และกลับไปเป็นรูมเมทที่ดีของพระเอก จนกระทั่งเหตุที่ฆาตกรคนแรกกำลังจะปรากฏตัวใกล้มาถึง ...แผนรับมือของเขาที่เค้นสมองเรียบเรียงเนื้อเรื่องออกมาตามลำดับเวลาก็ต้องเริ่มขึ้น


ความรักทำให้คนบ้าและโง่

        “เขาจะรักกันได้ยังไง ;---;”

        ตอนอ่านไปก็อดไม่ได้จะตั้งคำถามนี้ขึ้นมาค่ะ ต้องเล่าแบบสปอยล์ (ซึ่งน่าจะพอเดาจากแนวกันได้) ว่าจากความสัมพันธ์ของทั้งสองคน นอกจากเป็นความสัมพันธ์แบบจำยอมไม่มีทางเลือก เพราะคนหนึ่งต้องการมีชีวิตรอด อีกคนสามารถปกป้องชีวิตเขาได้ ทำให้ตั้งแต่เริ่มก็ดูไม่มีท่าทีจะกลายเป็นความรักได้ ยิ่งทางลูคัส มีเรื่องราววัยเด็กที่ทำให้ความรู้สึกด้านชา เรายิ่งมองไม่ออกว่าจุดลงเอยสุดท้ายของทั้งคู่จะเป็นแบบนั้นได้ยังไง

        แต่คุณนักเขียนพาไปได้ค่ะ และปมของตัวนิค ทำให้ส่วนตัวเรามองว่า จากความสัมพันธ์เป็นพิษในตอนแรก เลยกลายเป็นเติมเต็มกันและกันได้ขึ้นมา ...สำหรับคู่นี้มีความซับซ้อนมาก อาจจะต้องอ่านแบบตั้งสติกันหน่อยนะคะ 5555 แต่ใด ๆ เมื่อเรื่องดำเนินไปจนถึงจุดสุดท้าย เรากลับรู้สึกว่าความรักที่คนหนึ่งยอม “บ้า” ในความรัก มอบความอ่อนโยนทั้งชีวิตที่เขาอยากได้ลงให้อีกคนอย่างทะนุถนอม กับอีกคนที่ยอม “โง่” ไม่เห็นความบ้าคลั่งของอีกฝ่าย เพื่อตักตวงความรัก ความอ่อนโยนและความอบอุ่นที่โหยหาตั้งแต่เด็กเหล่านั้นเอาไว้ เป็นความรักที่ลงตัวและทำให้พวกเขาดึงกันและกันอยู่อย่างสงบสุขได้เป็นอย่างดี คือดีมาก ๆ แล้วค่ะ

        ขอให้จุดจบนี้ดำเนินตลอดไป และขอให้พวกเขาอยู่ด้วยกันและจากไปพร้อมกัน โดยไม่มีใครทิ้งใครไว้ค่ะ


        คะแนน 8/10 ค่ะ

        มีหลายอย่างที่รู้สึกขาด แต่เราเข้าใจได้ รายละเอียดมุมมองอื่นเป็นยังไง ไปต่อฉบับเต็มกันนะคะ




พื้นที่สปอยล์ฉบับเต็ม


        สปอยล์มากกกกกกกกกเลยค่ะ ใครอ่านแล้วค่อยฉะแว้บกลับมาได้นะคะ


        How to เปลี่ยนฆาตกรตัวร้ายให้กลายเป็นคนคลั่งรัก ด้วยชื่อเรื่องทำให้เรื่องนี้ดูซอร์ฟลงเลยค่ะ แต่จริง ๆ แนวเรื่องนี้ติดโทนหม่น และตึงเครียดตามสไตล์หนังฆาตกรรม สืบสวนสอบสวนเลยค่ะ ยิ่งเราอยู่ในมุมมองคนคนธรรมดาที่เป็นเหยื่อ แถมรู้อนาคตเกือบทุกอย่าง ยิ่งทำให้เรื่องนี้ตึงมากขึ้น และเมื่อตัวละครนำของเราอย่าง นิค เลือกที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตบางอย่างนอกเหนือจากภาพยนตร์ เหตุการณ์หลายอย่างยิ่งคาดเดาไม่ได้ เรียกว่าตอนตามอ่านติดหนึบมากค่ะ !!


        สำหรับเรื่องนี้ที่ชอบจริง ๆ คือปมสุดท้าย หรือ โดยส่วนตัวอาจเป็นปมหลักของเรื่องก็ได้นะคะ เป็นชื่อหนึ่งในตอนพิเศษค่ะ การสับเปลี่ยนกันของ "สิ่งสมมติ"


        เมื่ออ่านจบแล้วเรียงเรื่องใหม่ เราขอเล่าแบบนี้ค่ะ

        ตัวละครสองตัว จากเรื่องราวชีวิตที่คล้ายกัน แต่อยู่กันต่างเรื่อง เกิดสลับร่างกันขึ้นมา


        "นิค" ตัวเอกของพวกเรา คือ ตัวละครในวรรณกรรมที่อวี้เฉิงอ่าน เขาเป็นชายหนุ่มชายไทยที่เกิดจากความพลาดพลั้งของพ่อแม่และให้กำเนิดเขาขึ้นมา แต่เด็กจนโตเขาไม่เคยได้รับความรัก ความอบอุ่น มีเพียงเสียงด่าทอ และความรุนแรง รวมถึงการทรยศหักหลัง โชคดีของเขาที่ทำให้รักษาตัวตนในปัจจุบันไว้ได้ คือ เขามีครูและเพื่อนที่ดีเสมอมา บาลานซ์สภาพจิตใจของเขาไว้ 

        แต่นิค ไม่เคยใยดีชีวิตนี้ หัวใจเขาไม่มีความผูกพันใด ๆ อยู่เลย


        "อวี้เฉิน" ตัวละครที่นิคสลับมาเข้าร่าง เบื้องหลังในอดีตของเขาถูกพันธะของครอบครัวผูกมัดจนแทบขยับตัวไม่ได้ นั่นทำให้ชายหนุ่มดิ้นรนหนีมาอยู่ต่างประเทศ แม้ชีวิตไม่ง่าย แต่ก็ไกลจากโซ่ตรวนเหล่านั้น เขาอยากมีอิสระมาตลอด และไม่เคยนึกชอบที่จะอยู่ที่นี่เลย


        หนึ่งตัวละครในวรรณกรรม หนึ่งตัวละครในภาพยนตร์ ไม่มีใครชื่นชอบบทบาทที่ถูกลิขิตไว้ของตัวเอง เมื่อต่างรู้ความจริง ต่างร้องไห้สุดใจ แต่กลับรู้สึกคล้ายเป็นอิสระจาก โซ่ ชีวิตเดิมของตัวเอง


        เราชอบจุดเฉลยตรงนี้มากเลยค่ะ และคงเป็นจุดตัดสินใจของทั้งคู่ที่จะเริ่มทำตามความรู้สึกที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้


        อวี้เฉิน เลือกออกจากทุกอย่างที่นิคเคยทำไว้ และออกเดินทางอย่างอิสระ

        ส่วนนิค เลือกที่จะรักลูคัส และตักตวงความรักและความอ่อนโยนที่เขาอยากได้มาแต่เด็ก จากอีกฝ่ายอย่างเต็มที่


        นั่งทำให้นำมาสู่บทสรุปของเรื่องที่ แฮปปี้เอ็นดิ้งค่ะ


              อีกทางหนึ่งที่น่าติดตามคือ ฝั่งพระเอกค่ะ

        การเปลี่ยนแปลงทางความรู้สึกของลูคัสที่เปลี่ยนจากมอง "อวี้เฉิน" ที่นิคเข้าร่าง จากเป็นของเล่นกลายเป็นคนรัก ซึ่งปมในใจหลักของเจ้าตัวคือ "ชีวิตที่เป็นปกติ" ค่ะ


        นิคสามารถมอบความรู้สึกเหล่านี้ให้ลูคัสได้ ไม่ใช่ อวี้เฉินในเนื้อเรื่องเดิมให้ได้ ส่วนหนึ่งเรามองว่า คงเพราะนิคอยากใช้ชีวิตที่นี่ นอกเหนือจากระวังเนื้อเรื่อง เขาถึงพยายามทำให้ที่แห่งนี้หลายเป็น "บ้าน" และลูคัสก็คงสามารถสัมผัสมันได้

        เราชอบที่ลูคัสเลือกจะทุ่มเทความรัก ความอ่อนโยน ความอบอุ่น ทั้งหมดที่ตนต้องการมาตลอดทุ่มลงไปกับนิค แทนที่จะเป็นการครอบครองอย่างบ้าคลั่งและรุนแรงค่ะ แต่ขณะเดียวกัน  เราก็สัมผัสได้ว่า หากเรื่องราวจากนี้ดำเนินต่อไป ไม่แน่ว่าสุดท้ายจุดจบอาจไม่ใช่แฮปปี้เอ็นดิ้งค่ะ และเราคิดว่า นิคที่แกล้ง "โง่" และเลือกจะรับความรักนี้ไว้ ก็คงรู้อยู่แล้ว เหมือนที่ ลูคัส เองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ตัว เพียงแต่พวกเขาต่างเลือกความ "ปกติสุข" ในปัจจุบันมากกว่าอนาคตที่ไม่แน่นอนเท่านั้น

        เราก็ได้แต่อวยพรสำหรับงานแต่งของทั้งสอง ให้พวกเขาอยู่อย่างปกติสุขตลอดไปค่ะ

        ส่วนถ้าพูดถึงตัวเนื้อเรื่องเราบอกได้ว่าเป็นคดี ๆ ไปค่ะ ใครสนใจอยากให้ลองติดตามลุ้นว่านิคจะรอดได้ยังไง และลูคัสจะมาช่วยทันไหม ตัวละครแต่ละตัวจะมีจุดจบเปลี่ยนจากเดิมอย่างไร >>

        แนวใครทางใคร ไปลองลุ้นระทึกกันดูได้นะคะ >> How to...<<

        


        ชาแดง


วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565

รีวิว My Five Elements are short of You – ชีวิตนี้ขาดเธอไม่ได้ ~ [ฉบับเต็ม]

 




My Five Elements are short of You – ชีวิตนี้ขาดเธอไม่ได้ ~ [ฉบับเต็ม]

ผู้เขียน ซีจื่อซวี่

ผู้แปล Rear

ผู้วาด Mind*creator

สำนักพิมพ์ IRIS BOOK

เรื่องย่อ


โจวเจียอวี๋ ประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกชนวิญญาณมาเข้าร่างคนที่ชื่อเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายดันเป็นนักต้มตุ๋นที่ถูกจับ เพราะเกือบทำคนจำนวนมากเสียชีวิต หลินจู๋สุ่ย ปรมาจารย์ด้านเฟิงสุ่ยที่จับเขามาเห็นถึงพรสวรรค์ของโจวเจียอวี๋ จึงรับเขาไว้สอนสั่ง จากข้าราชการผู้เชื่อในวัตถุนิยมกลายเป็นว่าที่ศิษย์ผู้มากพรสวรรค์ของปรมาจารย์ชื่อดัง ชีวิตของเขาดูจะพลิกผันแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่ายังมีอีกาสามขาในหัวอีกหนึ่งตนบอกถึงความลับในการได้ชีวิตใหม่ของเขาเปลี่ยนชะตาเคราะห์ของหลินจู๋สุ่ย ? มือใหม่พึ่งฟื้นคืนชีพอย่างเขาควรทำยังไงดี !



>> รีวิว My Five Elements are short of You – ชีวิตนี้ขาดเธอไม่ได้

เล่ม 1-2 เล่ม 3 เล่ม 4-5 (สปอยล์ปานกลางถึงมาก)




รีวิวแบบพื้นที่ปลอดสปอยล์


โจวเจียอวี๋ เข้ามาใช้ชีวิตในร่างใหม่ แทบจะเป็นพ่อครัวจำเป็นของบ้าน เพราะไม่มีใครทำอาหารได้ดีเลยสักคนนน เขาเปิดใจศิษย์คนเล็กของหลินจู๋สุ่ยได้ก่อน เสิ่นอี้ฉยงเป็นคนตรงไปตรงมาทำให้เข้ากับโจวเจียอวี๋ได้ง่าย ส่วนศิษย์คนอื่น ต่างก็ทยอยพ่ายแพ้ให้กับเสน่ห์ปลายจวักของเขา กระทั่งตัวท่านหลินที่ไม่ค่อยกินข้าวเองก็มาร่วมโต๊ะอาหารด้วย ทว่าความสัมพันธ์ในบ้านไม่น่าหนักใจเท่าโลกทัศน์ของเขาที่เปลี่ยนไปจากสภาพแวดล้อมชีวิตใหม่ ชีวิตเดิมเขาไม่เคยเชื่อเรื่องภูติผี แต่ชีวิตนี้ดวงตาและประสาทสัมผัสของเขาไวและเฉียบคมต่อสิ่งพวกนี้มากกว่าใคร ทำให้โดนลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวลี้ลับเหล่านี้ประหนึ่งแม่เหล็กคนละขั้ว แถมที่ยังรอดมาได้เพราะมีท่านหลินคุ้มครอง จะไม่เชื่อก็คงไม่ได้แล้ว

ส่วนเรื่องราวความรักของสปอยล์สั้น แสงสว่างกับความมืด หยินและหยาง ปลาและน้ำ เป็นส่วนประกอบหรือธาตุที่ไม่อาจแยกจากกันไปได้ค่ะ !!!!


คะแนน 8/10


ขอตัดในส่วนของมุขตลกกับปมหลักช่วงหลังที่รู้สึกแผ่วในส่วนของเนื้อเรื่องค่ะ








รีวิวแบบพื้นที่มีสปอยล์ ~


            My Five Elements are short of You – ชีวิตนี้ขาดเธอไม่ได้ ~ เป็นนิยาย 5 เล่มที่สำหรับเราเนื้อเรื่องต่อเนื่องไม่แผ่วคดีหลอนเลยค่ะ จะเสียดายก็แต่ช่วงปมต่อเนื่องในตอนท้ายเท่านั้นที่รู้สึกแรงส่งพอ แต่เล่าไม่มากพอค่ะ (พูดงง ไหมน้อ) เอาเป็นว่าก่อนจะเล่าแบบสปอยล์เรียบเรื่องราวตามความเข้าใจของเรา ขอพูดแก่นหลักของเรื่องที่รู้สึกได้ก่อนนะคะ จริง ก็ตามชื่อเรื่องชีวิตนี้ขาดเธอไม่ได้เป็นทางเลือกที่ลิขิตฟ้าส่งหนทางให้มาเพียงหนึ่งเดียว หากขาดใครไปสักคนจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เลยค่ะ


         ต่อไปนี้จะเป็นการเล่าที่สปอยล์เนื้อเรื่องมาก ใครยังไม่อ่านข้ามไปก่อนได้เลยค่ะ อ่านจบแล้วมาเมาท์กันนน


          ลิขิตฟ้า จะเริ่มมาถูกกล่าวหนักขึ้นในเนื้อเรื่องท่อนหลังทั้งตระกูลสวีแห่งเส่อซานและตระกูลเมิ่ง (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) แห่งไฟ ที่พยายามฝืนชะตาฟ้าจากของวิเศษบางอย่างจนต้องล่มสลาย

       ปริศนาทุกอย่างมากระจุกรวมที่พิธีกรรมคืนชีพและกระดาษเห็นอนาคตที่มีรูปอีกาทองสามขาเป็นสัญลักษณ์ 


          จี้ปา เป็นลูกอีกาทองสามขาที่ปรากฏตัวพร้อมกับโจวเจียอวี๋ นกตัวน้อยที่อยู่ในหัวของโจวเจียอวี๋เป็นคนบอกว่า เขาเองคือคนชุบชีวิตชายหนุ่ม และเป้าหมายของเขาคือให้โจวเจียอวี๋ช่วยหลินจู๋สุ่ยรอดพ้นจากความตาย 

            เราเลยพึ่งมาเข้าใจลำดับเนื้อเรื่องตอนเขียนได้ประมาณนี้ค่ะ



>> ลิขิตฟ้า ชะตามนุษย์


           เรื่องเริ่มจากการที่จี้ปาถูกสวรรค์ผนึกพลังลงในหนังสือเห็นภาพอนาคตคนที่คะนึงหาวิธีเพียงอย่างเดียวที่จะคลายผนึกได้คือต้องใช้พลังไฟจากร่างของมนุษย์ที่ครองพลังจี้หยาง ทว่ามนุษย์ที่มีร่างจี้หยางมักตายแต่วัยเยาว์ ทำให้หาได้ยากอย่างยิ่งจนกระทั่งหลินจู๋สุ่ยเกิดขึ้นมา เด็กชายหลินความจริงต้องสิ้นอายุขัยตั้งแต่อายุไม่ถึงแปดปี ทว่าบิดามารดาของเขาไม่ยินยอม ใช้ศาสตร์เฟิงสุ่ยเปลี่ยนลิขิตฟ้า ทำให้เขารอดมาได้จนกระทั่งอายุประมาณ 28-29 ปีซึ่งตามชะตาหลินจู๋สุ่ยถูกลิขิตให้ต้องตายอีกตอน อายุ 30 ปีหนนี้บิดามารดาไม่อยู่ แต่อีกาสามขายังอยู่



>> หยินและหยาง


             การจะช่วยร่างที่มีพลังหยางสูงจำเป็นจะต้องมีร่างที่มีพลังหยินสูงอยู่ข้างกาย แต่โจวเจียอวี๋ คนที่เป็นนักต้มตุ๋นดันเสียชีวิตไปก่อน โจวเจียอวี๋ ที่ชื่อเดียวกันอีกคนและตายในเวลาเดียวกันจึงถูกอีกาสามขาดึงวิญญาณมาเข้าร่างแทน และมอบหน้าที่ให้โจวเจียอวี๋คนนี้คอยอยู่กับหลินจู๋สุ่ยก็พอ ทางหลินจู๋สุ่ยเองก็มองออกว่าวิญญาณโจวเจียอวี๋คนนี้ไม่ใช่คนเดิม จึงเปิดใจให้ แถมยังทำนายได้อีกว่าอีกฝ่ายเป็นคู่ชีวิต ในวันเกิดอายุ 30 ปี เขาจึงรอดชีวิตมาได้ เพราะมีปลาน้อยของตนอยู่เคียงข้าง



>> ฝืนลิขิตฟ้า


             การมองเห็นอนาคตนับเป็นการฝืนลิขิตฟ้า ทั้งตระกูลสวีและเมิ่งต่างล่มสลายเพราะท้าทายอำนาจบางอย่างของฟ้ามากไป และถูกฟ้าลิขิตให้เจอทัณฑ์สวรรค์ แต่ใช่ว่าอนาคตที่มองเห็นว่าถูกลิขิตจะเปลี่ยนไม่ได้ อย่างเช่นตระกูลสวียังมีผู้สืบทอดวิชากระดาษหลงเหลืออยู่ ทว่านี่ไม่ใช่สำหรับทางตระกูลเมิ่ง ซึ่งมีความต้องการต่างกันเขาต้องการทำลายกระดาษมองอนาคตคนที่คะนึงหาเล่มนี้ทิ้งไปเสีย เพราะทุกคนที่เห็นเรื่องไม่ดีของคนที่รัก หรือสิ่งที่รักย่อมต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นคืนจากความตายที่ทำให้คนตระกูลเมิ่งส่งต่อคำสั่งเสียแบบฝืนธรรมชาติอย่างการชุบชีวิตคนทั้งตระกูลมาถึงผู้เหลือรอดเพียงคนเดียวอย่างลาสบอส หรือแม้แต่ท่านหลินเองพอรู้อนาคตของโจวเจียอวี๋ก็ปรารถนาวิธีการฟื้นคืนนี้เช่นกัน ดังนั้นลาสบอสจึงต้องการให้หนังสือและคาถาที่ผิดพลาดนี้ถูกทำลายจากไฟหยางบริสุทธิ์ที่ชำระล้างทุกสิ่งหลินจู๋สุ่ยคือคำตอบของสมการนี้นั่นเอง



>> น้ำตายเมื่อขาดปลา ปลาอยู่ต่อไปไม่ได้เมื่อขาดน้ำ


               การจะทำให้ไฟหยางสูงสุด เราเดาว่าคงต้องใช้ลาวาช่วยเสริม ขณะเดียวกันก็ขาดธาตุหยินไปไม่ได้ โจวเจียอวี๋จึงต้องอยู่ที่นั่น ซึ่งตรงนี้เราแอบไม่เคลียร์นิด อาจจะได้คำตอบชัด ในการอ่านรอบถัดไป 🤔

               อย่างไรก็ตาม จี้ปาที่อยู่กับโจวเจียอวี๋มาเกือบสองปี ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะผูกพันและทำร้ายอีกฝ่ายให้ทรมานขนาดนี้ ยามที่ตนถูกปลดปล่อยและชนะสวรรค์ เขาจึงเสียใจมาก  และคงเป็นเขาที่เก็บวิญญาณโถน้อยกลับร่างเดิม (ที่เป็นข้าราชการวัยเกือบสามสิบคนนั้น) ทำให้โถน้อยฟื้นความทรงจำและกลับไปครองรักกับหลินจู๋สุ่ยได้ ทว่าตัวจี้ปาเองนอกจากขอให้โจวเจียอวี๋ลูบหัวตน (นี่เก็บกดเรื่องนี้มากเลยนะ ว่าขนตัวเองนุ่มกว่าพังพอนไหม) ความทรงจำเรื่องของจี้ปาทั้งหมดเจ้าตัวไม่ให้ปลาน้อยจำได้เลย 🥺



           น่าจะเป็นจุดเดียวที่หน่วงมากค่ะ ถ้าขยี้กว่านี้น้ำคงไหลอีก


          ปมที่เราว่าแผ่ว แอบเดา ปะติดปะต่อเรื่องเอง คงเป็นช่วงลิขิตสวรรค์ กับปมตระกูลเมิ่งเนี่ยแหละค่ะ ลิขิตสวรรค์ถูกพูดถึงในสองเคสตระกูลใหญ่ แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลช่วงจี้ปาเพิ่มเติม ส่วนฝั่งลาสบอสเองก็ไม่ได้บอกชัดถึงวิธีการดำเนินการต่าง ทำให้ไม่มั่นใจว่าตกลงแล้วพิธีกรรมใช้ใครยังไง และท่านหลินที่เก่งมาก พลาดท่ายังไงกันแน่



         8 ใน 10 ของเราเหตุก็ประมาณนี้ 

     แต่จริง เราอาจจะร้องไห้จนพลาดไปหลาย อย่าง เดี๋ยวอ่านซ้ำแน่นอนค่ะ ใครเข้าใจยังไง เราพลาดอะไรไป มาคอมเม้นต์เล่ากันได้นะคะ



ชาแดง







รีวิว แต่งงานสามครั้งกับปลาเค็ม เล่ม 1 ( 3 เล่มจบค่ะะ)

  แต่งงานสามครั้งกับปลาเค็ม เล่ม 1 ผู้แต่ง ปี่ข่าปี่ ผู้แปล จื่อซิน ผู้วาด 梨乖 酥 สำนักพิมพ์ Inltreebook เรื่องย่อ หลินชิงอวี่ แต...