วันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2566

รีวิว (+สปอยล์มาก) เริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก [ฉบับเต็ม]

 




รีวิว เริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก [ฉบับเต็ม]

ผู้แต่ง WU ZHE

ผู้แปล โหมวโหม่ว

ผู้วาด Mocon

สำนักพิมพ์ Lavender Publishing

เรื่องย่อ

          เจี่ยงเฉิง ได้รู้ความจริงว่าตัวเขาเป็นเพียงลูกบุญธรรมที่ทางบ้านรับเลี้ยง และทันทีที่ความจริงเปิดเผย ทางบ้านก็ไม่ลังเลที่จะส่งเขากลับมายังที่ที่เรียกว่า บ้านเกิดซึ่งมีคนที่ได้ชื่อว่า เป็นพ่อแท้ ๆ ของเขาอาศัยอยู่ ในช่วงเวลาอันหนาวเหน็บ อากาศในเมืองเก่าและล้าหลังนี้ยิ่งเย็นเฉียบ ท่ามกลางความแปลกตา ก็มีความโดดเดี่ยวที่ไม่เหลืออะไรอีกแล้วบนตัวของเจี่ยงเฉิงเช่นกัน แต่แม้ใจเขาจะหงุดหงิดจนเหมือนมีหนามแหลมพร้อมทิ่มแทงทุกคน เด็กหนุ่มยังคงยื่นมือไปช่วยเด็กหญิงคนหนึ่งที่กำลังถูกรังแกเอาไว้ และนั่นทำให้เขาได้พบกับพี่ชายของเธอ กู้เฟย ใครอีกคนที่เติบโต ณ เมืองอันห่างไกลนี้ และอาจจะต่างพากันกลับกลายเป็นความบังเอิญที่แสนอบอุ่นเพียงพอให้พากันข้ามผ่านความหนาวเย็นนี้ไปสู่ฤดูใบไม้ผลิที่เปล่งประกายมากขึ้น

 

เนื้อหานี้เป็นรีวิวเล่าแบบมีสปอยล์มากกนะคะ

ถ้าดูแนวแบบสปอยล์ไม่มาก >> รีวิว เริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก เล่ม 1 

 

พื้นที่รีวิวแบบปลอดสปอยล์

            สวัสดีค่ะทุกคนน ที่ตามมาฉบับเต็ม เหมือนไม่ได้เขียนรีวิวใน Blog นานมาก ส่วนหนึ่ง เพราะเวลาที่ถูกปรับเปลี่ยน อีกส่วนก็คือ นิยายที่ติดพันจนอยากเขียนฉบับเต็มยังไม่จบกันเลยค่ะ ส่วนที่จบไปแล้วก็จังหวะไม่ดี หาโอกาสเขียนฉบับเต็มไม่ได้ สำหรับเรื่อง Free Run หรือก็คือ เริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก เป็นนิยายที่เล่าเรื่องราวของเด็กมัธยมปลายสองคนที่เติบโตมาในครอบครัวไม่ดีเท่าไร ทางฝั่งเจี่ยงเฉิง ถูกเลี้ยงมาอย่างเข้มงวด และออกจะเย็นชา คล้ายกับเขาไม่มีตัวตน ขณะที่ฝั่งกู้เฟย เติบโตมากับครอบครัวที่พ่อชอบใช้ความรุนแรง ทำให้ชีวิตเขาอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัวและบิดเบี้ยว แต่ขณะเดียวกันเขาก็พลักดันตัวเขามาในเส้นทางที่แตกต่างจากพ่อเพื่อแข็งแกร่งเพียงพอปกป้องน้องสาวและแม่ ตัวเอกทั้งสองคนได้บังเอิญพบกัน เพราะเจี่ยงเฉิงได้ช่วยกู้เหมี่ยวเอาไว้ที่สถานีรถไฟขณะเจี่ยงเฉิงกำลังหาทางติดต่อคนที่ได้ชื่อว่า พ่อแท้ ๆ การพบกันครั้งแรกของทั้งคู่ พวกเขาไม่ได้พูดคุยกันมากนัก ต่างแยกย้ายกันไป ทว่าก็มีเรื่องให้บังเอิญพบกันอยู่ดี เพราะสภาพบ้านของหลี่เป่ากั๋ว หรือ พ่อผู้ให้กำเนิดเจี่ยงเฉิงไม่ได้ดีนัก อีกฝ่ายเองก็ใช้วิถีชีวิตกับการพนัน ใช้ความรุนแรงและกดขี่ผู้หญิง ดังนั้น ร้านขายของชำของกู้เฟยที่อยู่แถวปากซอย หน้าอาคารที่อยู่อาศัยของพ่อเจี่ยงเฉิง จึงเหมือนเป็นแหล่งหลบภัยเดียวที่เขาพอจะไปได้ และในความบังเอิญอันน่ายิ้มขำนี่เองพวกเขาดันเป็นเพื่อนห้องเดียวกัน และเป็นเพื่อนข้างโต๊ะกัน ต่างเริ่มถูกดึงดูดด้วยปัญหาชีวิตและครอบครัวจนเริ่มเปิดใจให้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ

คะแนน 9.5 / 10

            ถ้าหากกำลังมองหาแนวฝ่าฟันชีวิต พัฒนาการตัวละครและความสัมพันธ์ค่อย ๆ เติบโต เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องหนึ่งให้ได้ลองหยิบอ่านค่ะ ส่วนคะแนน 0.5 ที่หักไปก็คงเป็นเรื่องสำนวนในสองเล่มแรกส่วนหนึ่งที่ไม่ลื้นไหลนัก ส่วนตัวเนื้อเรื่องกับการเก็บปม ส่วนตัวรู้สึกว่าให้เต็มได้ก็คือให้หมดเลยค่ะ

 



พื้นที่รีวิวแบบสปอยล์มากก (อ่านจบแล้วค่อยกลับมาเม้ากันได้นะคะ)

             เริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก สำหรับเรามองว่า เรื่องราวถูกเล่าด้วยธีมหลัก นายคือความโชคดีในชีวิตของฉัน ค่ะ พอมานึกดูแล้ว ตัวชื่อเรื่อง เริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก เป็นคำพูดในเล่มสุดท้าย ที่กู้เฟยพูดกับเจี่ยงเฉิง ซึ่งเรารู้สึกว่า มันสืบเนื่องมาจากคำพูดติดปากของสองคนนี้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ได้สารภาพรักต่อกัน คือ การที่ทั้งคู่ได้มาพบกันเป็นความโชคดีในชีวิตจริง ๆ มุมของเราที่เป็นคนอ่าน พอเนื้อเรื่องจบลง ก็สัมผัสถึงคำ ๆ นี้ของพวกเขาได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ แบบ ยิ้มออกมาตอนอ่านจบว่า “ดีจริง ๆ ที่พวกเขาได้เจอกัน” ถ้าถามว่าทำไม เราคงต้องเล่าคำตอบประมาณนี้

  


 ฤดูหนาวที่ไร้บ้าน:

              ประมาณ 3 เล่มแรก พวกเราจะพบกับปมของเจี่ยงเฉิงเป็นหลัก เจี่ยงเฉิงที่ถูกทางบ้านพ่อแม่บุญธรรมทอดทิ้ง เจี่ยงเฉิงที่ไม่สามารถอยู่กับพ่อแท้ ๆ ที่มีทัศนคติไม่ตรงกันได้ และเจี่ยงเฉิงที่พบเรื่องราวเหล่านั้น ก็ทำให้เขากลายมาเป็นคนหัวร้อนง่าย เอาแต่โมโห โกรธ พร้อมทิ่มแทงคนอื่นที่เข้าใกล้ด้วยความไม่เป็นมิตร รวมถึงสภาพจิตใจที่โดดเดี่ยว ไม่รู้สึกถึงการมีตัวตน หรือรอยเท้าของตัวเอง ซึ่งในเวลาเดียวกัน นักเขียนก็จะมีสถานการณ์ให้เราเห็นอยู่เรื่อย ๆ ว่าโดยพื้นฐานเจี่ยงเฉิงไม่ใช่เด็กวัยรุ่นนิสัยเกเร เขาอาจจะหัวร้อน แต่ก็มีความอดทนกับคนที่พูดคุยด้วยความหวังดี ใจอ่อนกับคนที่จริงใจและพร้อมทุ่มเทให้กับคนที่สำคัญ และถึงเจ้าตัวจะตกที่นั่งลำบากอย่างไม่มีใครให้พึ่งพิง เขาก็ยังก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยคติยึดมั่นว่าไม่ยอมแพ้กับสภาพแวดล้อมปัจจุบัน ปรับตัว และมุ่งไปยังอนาคต ความโชคดีของเจี่ยงเฉิงที่ได้พบกับกู้เฟย เราคิดว่าก็คือ ช่วงแรกนี้แหละค่ะ ในสถานการณ์ไม่มีที่ไป กู้เฟยก็แบ่งพื้นที่ในร้านให้เขาได้เป็นที่หลบพักชั่วคราว ก่อนจะต้องเดินออกไปเผชิญหน้าสถานการณ์หนาวเหน็บด้านนอก และถึงจะเป็นความบังเอิญ กู้เฟยก็มักจะยืนอยู่ในจุดที่เขาต้องการมองเห็นใครสักคนเสมอ พื้นที่เล็ก ๆ เหล่านี้ หรือความลับจากปัญหา หรือการแสดงออกในด้านไม่เป็นผู้ใหญ่ใส่กันต่าง ๆ นี้ เราคิดว่าเป็นส่วนที่ทำให้เขาเหมือนได้เปิดใจพูดคุย ได้ไร้สาระ ได้กลับมาเป็นตัวเอง โดยเฉพาะจากกิจกรรมบาส ศักยภาพของการเป็นอดีตกัปตันประจำโรงเรียนของเจี่ยงเฉิงก็ถูกดึงขึ้นมา ทำให้เขาได้ปลดปล่อยความเป็นตัวเอง และได้รู้สึกถึงรอยเท้าของตัวเอง ณ เมืองแห่งนี้มากขึ้น ยิ่งหลังจากสนิทกันกับกู้เฟยมากเข้า เขายิ่งมีกู้เฟยป้องภัยจากสังคมมืดมนของเมืองนี้ จนสามารถมุ่งหน้าไปข้างหน้าอย่างที่วางแผนไว้ได้ ยิ่งทำให้เจี่ยงเฉิงมั่นคง และกลายเป็นพระอาทิตย์ดวงน้อย ที่ไม่หวาดกลัวฤดูหนาวอีกต่อไปค่ะ


ฤดูใบไม้ผลิที่เคียงข้างกัน:

            ระหว่างทางการเล่าเรื่องและแก้ปมปัญหาครอบครัวเจี่ยงเฉิงและตัวเจี่ยงเฉิงเอง ทางกู้เฟยก็ถูกเผยปมมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่เล่มแรกค่ะ แต่เราจะเริ่มสัมผัสปัญหาที่แท้จริงของเขาได้ หลังจากคบกับเจี่ยงเฉิง รอยแผล ของกู้เฟย ชัดเจนขึ้นช่วง 3 เล่มหลังนี้เอง และเป็นปมใหญ่อีกปมที่ทั้งสองคนไม่สามารถแก้กันตามลำพังได้ เพราะปัญหานี้ ถูกบ่มเพาะจากการถูกทำร้ายโดยครอบครัวตั้งแต่เด็ก ความโชคดีของกู้เฟย คือ การได้พบกับเจี่ยงเฉิงจริง ๆ ค่ะ เพราะเมื่อเจี่ยงเฉิงจัดการตัวเองได้แล้ว เขาก็ไม่เคยคิดจะทิ้งกู้เฟยไว้กับปัญหา มักคิดหนทาง แสดงข้อดีของกู้เฟยออกมา เมื่อเจี่ยงเฉิงทราบถึง รอยแผล นั้น ถึงจะไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่อยากทำให้กู้เฟยเจ็บปวด แต่เจี่ยงเฉิงก็ไม่คิดจะนิ่งนอนใจ และมองหาหนทางพาทั้งกู้เฟยและกู้เหมี่ยวออกไปจากเมืองนี้กับตนอยู่เสมอ ช่วงเวลาที่พีคที่สุด คงเป็นตอนที่พวกเขาจำเป็นต้องแยกกันไปเรียนคนละที่ ในช่วงเวลานั้น กู้เฟยมองเห็นระยะห่างของตนกับเจี่ยงเฉิงด้านสังคมและความสามารถอย่างชัดเจน เขาพยายามเก็บกอดความหวังว่าจะตามอีกฝ่ายออกไปได้ พยายามพากู้เหมี่ยวหาหนทางรักษา ยิ่งทุกครั้งที่วิดีโอคอลหาเจี่ยงเฉิง และแอบสังเกตได้ว่าอีกฝ่ายพยายามเพื่อตนกับน้องสาวอยู่ เขายิ่งรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนรักที่ไม่ดี และกำลังถ่วงรั้งเจี่ยงเฉิงไว้ สุดท้าย ในตอนที่ทุกอย่างไม่เป็นตามหวัง ท่ามกลางความรู้สึกกดดันในระยะห่างนั้น กู้เฟยก็เลือกยอมแพ้ เขาเลือกทิ้งตัวเขาเองไว้ที่เมืองนี้ และปล่อยเจี่ยงเฉิงไปเราคิดเลยค่ะว่าจุดนี้ถ้าไม่มีเจี่ยงเฉิงจะเป็นยังไง ทางเจี่ยงเฉิงไม่ยอมแพ้ยังหาทางรักษากู้เหมี่ยว กู้เฟยตอนที่มีเจี่ยงเฉิงอยู่ข้าง ๆ เลือกเปิดรับแฟนใหม่ของแม่เข้ามาในบ้าน และแฟนหนุ่มคนนี้ก็กลายเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้แม่ของเขาและกู้เหมี่ยวพอจะมีหลักยึดในยามที่กู้เฟยยอมแพ้และเคว้งคว้าง ในตอนที่เจี่ยงเฉิงยังเลือกกลับมาเพื่อน้องสาวของเขา มันทำให้เรารู้สึกว่า ยังไงคู่นี้สุดท้ายก็ไม่มีใครอยากละทิ้งพื้นที่ข้าง ๆ กันไป แต่ติดปัญหาเดียวคือ กู้เฟย ต้องคว้าความกล้าของตนออกมาจากอดีตอันเจ็บปวดให้ได้ เพราะเจี่ยงเฉิงหาองค์ประกอบต่าง ๆ ที่จะสร้างโอกาสให้ได้อยู่เคียงข้างกันมาเต็มที่ที่สุดเท่าที่เด็กมหาวิทยาลัยคนหนึ่งจะหาได้แล้ว แน่นอนว่าพระอาทิตย์ดวงน้อยทำขนาดนี้ พื้นดินมั่นคงใต้น้ำแข็งฤดูหนาวผืนนั้น ย่อมละลายรอพืชผลผลิบานในฤดูใบไม้ผลิอยู่แล้วล่ะค่ะ


ภายใต้ฟ้าพร่างดาวที่เคยฝันถึง:

            สิ่งที่ชื่นชอบมาก ๆ ในเรื่องนี้ คือ พัฒนาการตัวละครที่เคลียร์ไปตามปมปัญหาที่พวกเขาเจอค่ะ อย่างเจี่ยงเฉิงที่ตอนแรกมาเหมือนเป็นระเบิดหนาม แต่พออ่าน ๆ ไปจะพบว่าจริง ๆ เขาเป็นคนที่มีความเป็นผู้นำ มองสถานการณ์รอบด้านในวงกว้าง และเป็นที่พึงพาสามารถนำทิศทางให้คนอื่นได้อย่างดี ซึ่งความสามารถนี้ แสดงออกอย่างโดดเด่นและชัดเจนในการเล่นบาสค่ะ เมื่อมองกลับมาที่ตัวเนื้อเรื่อง เราก็รู้สึกว่า เด็กคนนี้ช่างเข้มแข็งอย่างแท้จริง เขาโดนทอดทิ้งจนไม่เหลือบ้าน ชีวิตสองปีหลังนอกจากกู้เฟยกับพันจื้อ ก็มีเพียงเหล่าอาจารย์และเพื่อนร่วมห้องเป็นพลังใจ แต่เจ้าตัวก็ฝ่าฟันมาก เดินได้อย่างมั่นคง และในตอนที่ต้องเลิกกับกู้เฟย เราก็ได้เห็นด้านอ่อนแอ เสียหลักของเจี่ยงเฉิงอย่างรุนแรงอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ตกแรงมากจริง ๆ ถึงอย่างนั้น เจ้าตัวกลับไม่ยอมแพ้ที่จะยังเดินหน้ารักษากู้เหมี่ยวตัวละครนี้เป็นทองล้ำค่าจริง ๆ ค่ะ เป็นอาทิตย์ดวงน้อยที่แข็งแกร่งมาก ช่วงเวลานั้นความจริงเรียกว่าเขาไม่มีบ้านให้กลับแล้วด้วยซ้ำ แต่เขาก็ยังเดินหน้าต่อ เราแบบรักเขามากจริง ๆ

            ขณะที่กู้เฟยเป็นคนมักคิดรายละเอียดและความเป็นไปได้ มีความเป็นผู้นำ แต่เหมาะสำหรับสถานการณ์ที่เด็ดขาด เจ้าตัวคลายเป็นไม้ตายสุดท้าย ส่วนในเวลาปกติ เขาเป็นสายสนับสนุนได้อย่างมั่นคง ละเอียด และรอบคอบ ดูได้จากการเล่นบาสที่มักจะมองตามสิ่งที่เจี่ยงเฉิงคิด หรือชัดมากหน่อยก็ตอนที่เอ่ยตอบรับคำขอคบ กับการดูแลเจี่ยงเฉิงหลังจากนั้นก็ได้ค่ะ เรารู้สึกว่า เขาเป็นสายทุ่มเทแบบให้ทุกอย่างโดยไม่หวังอะไรกลับมา ขอแค่คนรักได้ดี เขาเพียงมองอย่างภูมิใจอยู่ตรงนี้ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้ามีใครคิดทำร้ายขวางทางคนรักของเขา กู้เฟยก็พร้อมกลับไปเป็นหอกอันน่ากลัวกำจัดคนเหล่านั้นให้พ้นทาง ตัวละครนี้ คิดถึงใจคนอื่นมาก โดยเฉพาะกับคนรักจึงไม่เคยเรียกร้องอะไร จนมาพัฒนามาขึ้นภายหลังเขาเลิกจากเจี่ยงเฉิง และยอมรับว่าตนจำเป็นต้องรักษาไปพร้อมกับกู้เหมี่ยว จึงเริ่มพูดในสิ่งที่ตัวเองคิดมากขึ้น เรียกร้องให้เฮียเฉิงอยู่กับเขาอย่างที่ใจต้องการมากขึ้น  เรารักกู้เฟยที่ทุ่มเทดูแลเจี่ยงเฉิงตั้งแต่ต้นคนนี้มาก เขาแทบจะเป็นแผ่นดินผืนหนึ่งให้เจี่ยงเฉิงได้นั่งหยุดพักยามมีปัญหา ขณะเดียวกันก็เริ่มยอมรับพระอาทิตย์ดวงน้อย หลอมละลายตัวเอง เพื่อให้ได้ผลิดอกออกผล อยู่ด้วยกันในฤดูอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต


หวังว่าเราจะมีความกล้าหาญเหมือนกันและกัน:

            ใครอ่านแล้วเห็นประโยคทำนองนี้ น่าจะซับน้ามตาไปกับเรานะคะ ประโยคจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญกันเลยทีเดียว ในที่สุดที่ไปที่มาของชื่อเรื่องก็ปรากฎในประโยคหนึ่งหลังกู้เฟยเก็บกอดพระอาทิตย์ของเขาเอาไว้แนบอก ว่าการได้ออกมาเริ่มต้นกับเจี่ยงเฉิง ไม่เลวเลยจริง ๆ บ้านกู้กลายเป็นครอบครัวใหญ่อีกครั้ง การเดินทางของทั้งสามคน ทำให้เรารู้สึกปลื้มปริ่มมาก ที่ได้ข้ามผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยกันมา ถ้าให้คิดเอาเองอีกสักนิด เราแอบรู้สึกว่าวิธีคิดของเจี่ยงเฉิง คล้ายแนวคิดของนักจิตวิทยาท่านหนึ่งที่พูดประมาณว่า ชาติกำเนิด ประสบการณ์ในอดีต หรือบาดแผล ปมในใจต่าง ๆ ไม่อาจกำหนดตัวตนในปัจจุบัน และอนาคตเราได้ เป็นตัวเราต่างหากที่เลือกได้ ว่าจะมีอนาคตแบบไหน หรือเป็นคนแบบไหน ขณะที่ทางกู้เฟยนำเสนอแนวคิดตรงกันข้ามในบางจุด คือการที่การเติบโต บ่มเพาะ และประสบการณ์ในอดีต สามารถส่งผลถึงตัวตน ความรู้สึกและสภาพจิตใจของเด็ก ซึ่งต่อให้เติบโตมากเท่าไร สิ่งเหล่านั้นยังคงติดตามเป็นปมในใจ ของคนคนั้นไปด้วย ซึ่งการแก้ปัญหา หากไม่สามารถทำได้ด้วยตนเองเพียงคนเดียว ก็ต้องเปิดใจรับผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วย แน่นอนว่าในเรื่องนี้ ปัจจัยสำคัญของการรักษาแรก คือตัวผู้ป่วยเอง ปัจจัยที่สองคือคนรัก และคนรอบตัว และสุดท้ายนักจิตวิทยาถึงเข้าไปทำงานได้อย่างราบรื่น

            เป็นเรื่องที่ประทับใจจริง ๆ ค่ะ เรารู้สึกว่าเนื้อหาต่าง ๆ ถ่ายทอดและเก็บปมได้ดีกว่า Out of Tune พอสมควร เหมือนได้มาต่อยอดจากจุดของซีซีและคุณหมอเฉิน แต่เรื่องอาชีพนี่สมเป็นคุณนักเขียนมากค่ะ การเป็นช่างภาพ ถ่ายทอดอารมณ์ด้วยภาพนี่ มีทั้งสองเรื่องเลยยยย

            เล่ามาประมาณนี้ ความจริงก็เป็นความรู้สึกส่วนตัว ในเนื้อเรื่องจริง ๆ มีรายละเอียดและอารมณ์ต่าง ๆ ที่หากได้ลองสัมผัสเองน่าจะค้นพบส่วนที่ให้กรีดร้องอีกเยอะเลยค่ะ (คอนเฟิร์มจากการติดหน้าประทับใจแต่ละเล่ม มากกว่า 50 หน้าค่ะ 5555555)


ชาแดง


 



วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2566

รีวิว พยัคฆ์คาบแมว (เล่มเดียวจบค่ะ)

 




  พยัคฆ์คาบแมว

ผู้เขียน Writeseason

ผู้วาด Terlapi

เรื่องย่อ

          ชีวิตหรูหราสุขสบายของ โนเอล พลันจบลง เมื่อธุรกิจของที่บ้านล้มละลาย ชายหนุ่มลูกครึ่งไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนรอบตัวที่เขาดีด้วยเสมอมาพากันทอดทิ้งเขาไป แม้แต่พ่อแม่ที่ดีต่อกันมาตลอด ก็เชื่อคำของหมอดู บอกว่าเขาคือ ตัวซวย และพาเขามาทิ้งไว้ในสถานที่ที่พวกเขากล่าวว่า โนเอลเคยอาศัยอยู่… “ป่าเพลินไพร” …ป่าห่างไกลที่คนในหมู่บ้านเคารพบูชา “พยัคฆ์” ผู้เป็นเจ้าป่าของภูเขาลูกนี้ โนเอลเข้ามาเป็นพนักงานดูแลป่าเพลินไพรได้สองวัน เขาก็สัมผัสได้ถึงความ ‘แปลก’ ของสถานที่แห่งนี้ …พนักงานดูแลป่ากะกลางวันและกลางคืนต้องใส่ชุดที่มียันต์ปักอยู่บนแผ่นหลังเสมอ…กฎข้อห้ามของพนักงานที่มีจำนวนข้อแตกต่างกัน และ…กรงเสือที่ถูกเคารพบูชา แต่ห้ามเข้าไปใกล้ …ชายหนุ่มได้แต่หวังว่าสถานที่แห่งนี้จะไม่แย่เท่ากับชีวิตก่อนหน้าที่ถูกทอดทิ้งมา

 

ความรู้สึกหลังอ่าน (สปอยล์ปานกลางถึงมาก)

           พยัคฆ์คาบแมว นิยายไทยรายตอนใน RAW ที่เราโดนป้ายยามานานแล้วค่ะ จนภาคต่อออกยังคงตามเก็บเล่มมาไว้ในครอบครอง แต่ก็ยังดองไว้ กระทั่งไปอ่าน มาเยือนดวงดาวเจ้า… ระเบิดพลังอ่านงานคุณนักเขียนรัว ๆ เลยค่ะ 555555 จาก ไซไฟท่องอวกาศ ไปที่นิยายแฟนตาซีไทยลึกลับ เรื่อง ณ เรือนไกรสร และกลับมาที่ พยัคฆ์คาบแมว ซึ่งมีบรรยากาศชวนหลอนมากกว่าเรื่องก่อนหน้าหนึ่งระดับ บอกได้เลยว่าสำหรับเราอ่านติดพันเช้าเย็นระหว่างเดินทางทุกวันเลยล่ะค่ะ สนุกน่าติดตามมาก ๆ ทุกตอนเลย สำหรับพยัคฆ์คาบแมว มีพยัคฆ์หลายตนและคู่พันธะของพวกเขาให้ได้ลงเรือติดตามกัน และยังมีปริศนาระหว่างป่าที่คาบเกี่ยวไปยังภาคต่อ อคิราห์ล่าสมิง ไปให้เกาะตามอีกกกก ใครที่ชอบแนวลึกลับแฟนตาซีไทย หรือสนใจแนวนี้ หาหยิบขนมมานั่งล้อมวงฟังเราเล่าสักครู่ก่อนได้นะคะ เผื่อว่าเป็นแนวใครทางใคร พรุ่งนี้งานหนังสืออีกวันน่าจะยังวิ่งกันทันค่ะ << มายุยงเต็มที่ 5555

 

มีเสียงเรียกหา จงอย่าตอบรับ

         โนเอล ถูกพ่อแม่บุญธรรมทิ้งให้กลับมาใช้ชีวิตที่ป่าเพลินไพร ชายหนุ่มตัวเล็กเข้ามาเป็นพนักงานดูแลป่า โดยมีชายหนุ่มแฝดคนพี่ ชื่อว่า ยู คอยดูแล สำหรับโนเอลที่ถูกคนใกล้ตัวทอดทิ้งจนไม่มีบ้านกลับแล้ว ความใจดีที่อีกฝ่ายมอบให้ เหมือนเป็นหน้ากากเสแสร้งสำหรับเขา เพราะทำงานมาด้วยกันสองวัน ชายหนุ่มก็ปล่อยเขาทิ้งไว้คนเดียวขณะสอนงานให้ในกะกลางคืนวันแรก และในวันนี้เป็นกะกลางคืนอีกครั้งของเขา อีกฝ่ายให้เปลี่ยนเป็นชุดพนักงานสีดำของกะกลางคืน ซึ่งเป็นคนละสีกับกะกลางวันที่เป็นสีขาว แต่สิ่งที่มีเหมือนกันคือยันต์สีดำบนแผ่นหลัง ครั้งนี้เป็นวันแรกที่เขาต้องแยกออกตรวจงานคนเดียว โดยแยกกับยูไปคนละฝั่ง โนเอลสัมผัสได้ถึงความแปลกประหลาดของที่แห่งนี้ราวกับมีอะไรจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา ชายหนุ่มพยายามท่องกฎย้ำเตือนตัวเอง ห้ามเหม่อลอย ห้ามตอบรับเสียงเรียกประหลาด และระวังพวกนกแสก…ทว่าวันนี้เขาต้องเดินตรวจที่รังนกแสก และพวกมันทุกตัวกำลังแสยะยิ้มให้เขาจนตาหยีโค้ง ขณะเดียวเสียงเรียกชื่อเขาก็พลันดังขึ้นจากเหล่านก ‘โนล’ …แบบนี้ชายหนุ่มจะยังควรตั้งสติอย่างไรต่อไปดี!

 

อาคิรามิอาจคู่กับราตรี

         คืนแปลกประหลาดทำให้โนเอลสลบไป แต่ทางยูกลับไม่รู้ถึงความผิดปกติและเอ่ยชมเขาพร้อมรอยยิ้มว่า เขาเก่งมากจริง ๆ ที่เดินตรวจตราเสร็จก่อนอีกฝ่ายเสียอีก โนเอลมึนงง ตัดสินใจเล่าเรื่องเมื่อคืนให้ยูฟัง ใจก็หวาดหวั่นกลัวอีกฝ่ายไม่เชื่อและหาว่าเขาโกหก แต่ยูกลับไม่กล่าวอะไร แฝดคนพี่เริ่มมองเห็นเหตุไม่ปกติที่น้องใหม่เจอ เขาบอกกับโนเอลถึงสิ่งที่ควรระวังอีกครั้ง ที่แห่งนี้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นเสมอ แต่ละคนจึงมีกฎข้อห้ามไม่เหมือนกัน ซึ่งกฎนั้นเป็นสิ่งที่เหล่า พยัคฆ์ ได้กำหนดให้แก่ผู้ดูแลแต่ละคน โนเอล ได้รับกฎสามข้อ นับว่าน้อยกว่าพนักงานหลายคนจนยูแปลกใจ และดูเหมือนว่ายิ่งอยู่ด้วยกันไป ความผิดแปลกของสัตว์ ภูมิผี และป่าที่มีต่อตัวโนเอลยิ่งชัด จนแฝดคนพี่อย่าง ยู และคนน้องอย่าง มี ต้องเข้ามาอยู่ข้าง ๆ โนเอลอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาประหลาดใจมากที่สุด คือพยัคฆ์สีเทาที่แวะเวียนมาดูแลน้องใหม่คนนี้ …นั่นคือ ราตรี เจ้าป่าที่ไม่ค่อยสนใจใครไม่ใช่หรืออออ

 

พยัคฆาและวิฬาร์

        ความจริงพออ่านไปแล้ว น่าจะพอเดาเนื้อเรื่องกันได้ตั้งแต่สักสิบตอนแรกแล้วล่ะค่ะ ว่าพยัคฆ์เป็นมายังไง และแมวเป็นใคร แต่ที่น่าติดตามคือ แล้วที่ไปที่มาจนเกิดเรื่องอย่างปัจจุบันได้ยังไง ค่ะ สำหรับความรักของโนเอลและราตรี เรียกว่าน่ารักมากกกกกกก อบอุ่นน่ารัก นุ่มฟูสุด ๆ ท่ามกลางบรรยากาศหลอนครึ้ม ๆ แต่เห็นเจ้าตัวเล็กวิ่งไปมุดนอนใต้ท้องพยัคฆ์หาความอบอุ่นปลอดภัย คือ เป็นเอ็นดูมากค่ะ พี่ตรีก็รักของเขามากจริง ๆ พอเจอน้องโนลแล้วก็ตามปกป้องดูแลไม่เคยห่าง ถึงจะมีลุ้นกันสักหน่อยที่พลังของพี่เขาถูกผนึก ทำให้ดูแลกันได้ไม่เต็มที่ แต่นั่นเป็นส่วนที่ทำให้ลุ้นคู่นี้ค่ะ “แสงสว่างมิอาจอยู่กับความมืด อาคิรามิอาจอยู่คู่ราตรี” เรียกว่าเอาใจช่วยและติดตามที่ไปที่มาของประโยคนี้กันตลอดเรื่องเลยล่ะค่ะ

 

       เรื่องพยัคฆ์คาบแมว ตอนอ่านบรรยากาศความอึมครึม หลอน ๆ เป็นไปอยู่ตลอดทั้งเรื่องเลยค่ะ แม้แต่ตอนที่เฉลยปมทุกอย่างแล้ว ก็ยังสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ได้อยู่ เรียกว่าลุ้นจนสุดท้าย พอถึงตอนจบเนื้อหาหลัก คือ งงไปพักหนึ่งเลยว่าจบแล้วเหรอออ ค้างคาใจอยู่บ้างหลายตรง แน่นอนว่า เดี๋ยวเราจะไปต่อที่ อคิราห์ล่าสมิงแน่นอนค่ะ! คู่นี้มีความซับน้ามตาในพยัคฆ์คาบแมวเบา ๆ ไม่รู้ว่าพอไปเรื่องโน้นต้องเตรียมทิชชู่เป็นม้วนกันเลยไหม (55555) อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของคุณนักเขียนที่เราชอบตั้งแต่อ่านมาเยือนดวงดาวเจ้า คือ ตัวละคร มีหลายคนและหลายคู่ให้ตามอ่านค่ะ และเป็นหลายคู่หลายนิสัย ที่ชวนติดตามมากกกก อย่างเรื่องนี้ นอกจาก เจ้าป่าอย่างราตรี ก็ยังมีพยัคฆ์อีกสามตัวให้ทุกคนได้เอ็นดู ไม่ว่าจะเป็นอาศิรา พยัคฆ์ตัวสีอ่อนผู้มีหน้าที่ให้พร เป็นตนที่ดูใจดี แต่จริง ๆ เข้าถึงได้ยากคู่พันธะของพี่ยู รุธิระ พยักฆ์ตัวสีแดงผู้มีหน้าที่ขับไล่ภูมิผี เป็นตนที่อยู่ไม่นิ่งดูหงุดหงิดตลอดเวลา แต่นิสัยเวลานอนชอบนอนหงายเผยท้องขาว ๆ ให้จกพุงเล่น คู่พันธะของ มี และตนสุดท้าย พยักฆ์สีดำลายสีแปลก…เอาเป็นว่า ใครชอบแนวแฟนตาซีลึกลับประมาณนี้ และมีหลากหลายคู่ให้ได้ติดตามอ่านเพลิน ๆ แนะนำเลยค่ะ!

 


 

เพ้อเจ้อตัวละคร (สปอยล์ปานกลางถึงมากๆ)

เรื่องนี้มีหลายจุดไม่กล้าพูดถึงค่ะ เดี๋ยวไม่ลุ้นน

        แต่ยังไงก็มีตนหนึ่งที่ไม่พูดไม่ได้ คือ เจ้าป่าตนก่อนค่ะ แบบว่า มีความหน่วงกับเขาอยู่หลายตรง เป็นคุณพ่อสมิงของเหล่าพยัคฆ์ที่ดูอบอุ่นใจดีมาก ๆ ถึงในช่วงของพยัคฆ์คาบแมวเขาจะเข้าไปดาร์กโซนแล้ว ความคุณพ่อของเด็ก ๆ ก็ยังแสดงออกมาทุกครั้งที่มีสติค่ะ ฮืออออ อาคิราอยู่ด้วยไม่นานยังสัมผัสได้เลย เจ้าพยัคฆ์จิ๋วที่อยู่ด้วยมาตลอดจะไม่รักมากได้ยังไงเนอะคะ ไม่รู้ในอคิราห์ล่าสมิง เจ้าป่าท่านนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปบ้าง ลุ้นเลยค่ะ

       พูดแล้วก็ขอหวีดพยัคฆ์ตนอื่นต่ออีกสักนิดด้วยความเอ็นดู เรื่องนี้มีความมิตรภาพอยู่พอสมควร เรียกว่า แนวเรามาก ๆ เลยล่ะค่ะ ชอบที่พวกพยัคฆ์นับแมวตัวน้อยเป็นพวก ชอบที่พวกเขาปกป้องดูแลกันและกันอย่างที่สุด แม้ว่าจะทำให้ตัวเองอ่อนแอลงไป คนในฝูงจะต้องปลอดภัยและอยู่กันพร้อมหน้า อบอุ่นมากกกก ชอบความนอนทับกันของเหล่าลูกพยัคฆ์และลูกแมวด้วยค่ะ ราตรีก็จะนิ่ง ๆ หน่อย แต่ก็ปล่อยให้แมวน้อยซุกท้องตัวเอง อาศิราที่ชอบให้อะไรทับตัว ไอศูรย์ที่ชอบทับตัวคนอื่น และรุธิระของแม่ ๆ (555555) ที่ชอบนอนหงายท้อง จนถ้านอนทับกันต้องไปนอนคนสุดท้ายให้โดนทับไว้ไม่ต้องหงายพุง น่ารักมากกกกกก คิดภาพแล้วคือ พลังความน่ารักเปล่งแสงท่ามกลางความครึ้มของพงไพรเลยล่ะค่ะ > <

 

          จริง ๆ อยากหวีดมากกว่านี้ มีหลายอย่าง หลายจุด ของหลายคู่ที่อยากพูดถึง แต่มันจะเป็นการ สปอยยยยย 55555 ใครสนใจแนวนี้ สามารถตามอ่านใน RAW หรือ ตัวเล่มที่งานหนังสือนะคะ รอมาเยือนดวงดาวเจ้า กับ ณ เรือนไกรสร ออกเล่ม เราจะแว้บมาป้ายยาในนี้ต่อเลยค่ะ!

 

Chadang

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2566

รีวิวฉากประทับใจเริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก เล่ม 4 (มีสปอยล์ค่า)

 




รีวิว  เริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก เล่ม 4

ผู้แต่ง WU ZHE

ผู้แปล โหมวโหม่ว

ผู้วาด Mocon

สำนักพิมพ์ Lavender Publishing

ความเดิมเริ่มใหม่กับนายคงไม่เลวร้ายนัก เล่ม 3

         เจี่ยงเฉิง เริ่มรู้สึกถึงการมีตัวตนอยู่ในเมืองเก่าแห่งนี้ โดยมีตัวตนของกู้เฟยอยู่เคียงข้างอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ เสียงหัวเราะของเพื่อนรอบตัวเองก็เริ่มดึงเขาสู่ตัวตนเดิม จนกระทั่งสายเรียกเข้าของอดีตคนที่คิดว่าเป็น ‘แม่’ โทรมาเล่าเรื่องพ่อที่แท้จริงของเขาโทรไปยืมเงินอีกฝ่ายโดยอ้างว่าเป็นค่าเลี้ยงดู ‘เขา’ ให้ฟัง อารมณ์ที่ดีของเจี่ยงเฉิงพลันแตกสลายไปในพริบตา กู้เฟยกลับเข้าใจเขาเป็นอย่างมาก อีกฝ่ายจึงพาเจี่ยงเฉิงไปที่ลับของแก๊งเขา และอยู่พูดคุยกับเจี่ยงเฉิงทั้งคืน…ใครจะคิดว่าพวกเขาจะข้ามเส้น ‘เพื่อนร่วมโต๊ะ’ กันที่นี่…ยามเช้ามาเยือนอิทธิพลแอลกอฮอล์บาง ๆ ที่เสริมความวู่วามเลือนหาย แม้เจี่ยงเฉิงจะอยากระเหิดไปในอากาศ แต่กู้เฟยเข้าใจเขาพอที่จะทำตัวปกติ ทว่าในความปกติ ความรู้สึกใกล้ชิดก็ก่อตัวขึ้นเกินกว่าเพื่อนร่วมโต๊ะต่างปิดบังกันและกันไม่ได้ ความรู้สึกที่เปลี่ยนแปลงไปยังคงไม่ชัดเจน แต่ความสัมพันธ์พ่อลูกของเขากับหลี่เป่ากั๋วกระจ่างแล้วว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เจี่ยงเฉิงก้าวออกมาจากห้อง ๆ นั้น พร้อมยื่นคำขาดว่าต่อจากนี้ เขาเป็นเด็กกำพร้า ในจังหวะชีวิตที่สับสนวุ่นวาย กู้เฟยยังคงเป็นคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ความรู้สึกอุ่นใจนี้ทำให้ความไม่ชัดเจนในความรู้สึกที่มีพผลักดันให้เจี่ยงเฉิงอยากลองก้าวออกไปยังโลกของอีกฝ่ายมากขึ้น …แท้จริงแล้วตัวตนอันธพาลน้อยที่ไม่มีใครกล้ายุ่งแห่งนี้เป็นอย่างไรกัน?


    ขอคัดฉากประทับใจในเล่มมาพิมพ์ไว้นะคะ แบบว่า ดีมากจริง ๆ ค่ะ 💖


    มีสปอยล์เนื้อเรื่องนะคะะ ใครยังไม่อ่านไว้แวะมาหวีดฉากด้วยกันอีกทีได้ค่ะ 😀💓


    เริ่มเลยเนอะคะะ


“วันนี้มองฉันเกินไปหน่อยหรือเปล่าคุณแฟน”

“ทำนายไม่มองฉัน”

“ฉันชอบให้นายมองฉันแบบนี้แหละ”

“ทำไมล่ะ” เจี่ยงเฉิงฟุบลงกับโต๊ะพร้อมถามเสียงเบา

“สบายใจ”

ฉันอยากวิ่งโลดแล่นอย่างอิสระในสายตาของเธอ ฉันอยากนั่งมองเผลอเพียงอึดใจก็ถึงยามแก่เฒ่า

 

กู้เฟยความจริงก็เป็นคนที่ต้องการความรักมาก ๆ คนหนึ่งเลยนะคะ ชอบอยู่ในสายตา ชอบให้ชื่นชม ขณะเดียวกัน ก็โอบกอดคนที่เขาต้องการปกป้องเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างดี ส่วนเฮียเฉิงเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคนที่รักมาก ๆ คนหนึ่งจริง ๆ ค่ะ รักแบบมองเห็นทุกข้อดี และทั้งคู่ต่างก็แบบ แค่มีนายอยู่ตรงนี้ก็สุขใจแล้ว //ซึ่งง



“กู้เฟย”

“หืม ?

“ขอกอดหน่อย” เจี่ยงเฉิงพูด “ทำไมฉันรู้สึกกลัวนิด ๆ นะ”

“มาแล้ว” กู้เฟยหัวเราะแล้วล้มนอนข้าง ๆ พลางยื่นแขนมาสวมกอดและลูบศีรษะเขาไปด้วย

“โอ๋ ๆ นะอย่ากลัวไป”

 

ถ้าเจี่ยงเฉิงพร้อมลุยทุกปัญหาไปข้างหน้า ซึ่งปกติต่อให้หวาดกลัวเขาก็ไม่มีหลุมหลบภัยเป็นของตัวเอง กู้เฟยก็ยังเข้ามาทำหน้าที่ตรงจุดนั้นให้ค่ะ เขารู้ว่าแฟนของเขาอยากลุยออกไปรูปแบบไหน เขาเป็นเพียงคนให้คำแนะนำและสนับสนุนอยู่ด้านหลังเสมอ เฮ้ออออ



“นี่บางครั้งฉันก็อยากจับแก้มนายแล้วขยำไปขยำมาแรง ๆ นะ บางครั้งเห็นใครก็อยากจับตัวมาแล้วถามว่ารู้จักกู้เฟยไหม รู้รึเปล่าเขาไม่เป็นอย่างที่นายคิดน่ะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ มีแต่ฉันที่ได้เห็นนะ”

“ความจริงฉันก็อยากทำแบบนี้เหมือนกัน” กู้เฟยพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ไม่มีใครรู้ว่าคนสอบได้ที่หนึ่งของชั้นลับหลังเป็นคนยังไง มีแค่ฉันที่รู้”

“อีกอย่างน่ะ พูดไม่ถูก ฉันไม่ได้อยากให้คนอื่นคิดว่านายเป็นแค่ลูกพี่ใหญ่สุดเจ๋งคนนึง ทั้งที่นายยอดเยี่ยมมากฉันดูปัญหาอ่อนดีใช่ไหมล่ะ” เจี่ยงเฉิงถอนใจ “เมื่อก่อนฉันไม่ได้เป็นแบบนี้ นายต้องจำข้อนี้ให้ดี ๆ”

ทั้งที่ยอดเยี่ยมมากแท้ ๆ กู้เฟยไม่ได้พูดอะไรอีก

มันอาจคล้ายที่เขารู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่เห็นมุมมองใหม่ ๆ จากตัวเจี่ยงเฉิง เจี่ยงเฉิงเองก็คงคิดเหมือนกัน

แต่บางครั้งเขาก็ไม่อยากคิดมาก ทุกครั้งที่ได้เห็นมุมใหม่เพิ่มขึ้นอีกนิด ก็จะรู้สึกมากขึ้นอีกหน่อย และมันทำให้เขารู้สึกเหมือนห่างเหินยิ่งกว่าเดิม จะยิ่งคิดว่าคนแบบนี้ไม่ควรเปล่งประกายอยู่ในบ่อโคลน เจี่ยงเฉิงไม่ควรจมอยู่ในบ่อโคลน

กู้เฟยมองรอยยิ้มมุมปากของเจี่ยงเฉิง รอยยิ้มที่ฉายให้เห็นในแววตา มีเพียงเวลาเห็นรอยยิ้มแบบนี้เท่านั้นที่เขาจะสลัดความคิดอื่น ๆ ออกไปก่อน

 

พวกเขาต่างยังเป็นวัยรุ่น แต่เรื่องรอบกายทำให้ความคิดหลาย ๆ อย่าง หน้าที่หลาย ๆ อย่างต้องรับผิดชอบก่อนเวลา จะเห็นว่ามุมเด็กน้อยตามวัยของพวกเขาพึ่งแสดงออกตอนสนิทกันมากขึ้นในเล่มสอง และเป็นมุมที่ไม่มีใครเคยรู้ ในฉากนี้มีจุดหนึ่งที่แอบหน่วงแล้วก็ลุ้นมาก ๆ คือเริ่มชัดแล้วว่าวิธีคิดเจี่ยงเฉิงกับกู้เฟยไม่เหมือนกัน แล้วคือ กู้เฟยคิดแต่ว่าเขาจะดูแลและส่งคนคนนี้ออกไปในที่ที่ดีกว่า...เขารักของเขาแบบบบบ

 


บางทีเจี่ยงเฉิงอาจไม่ได้คิดถึงจุดนี้ ถ้าหากวันหนึ่งพวกเขาจากกันไป เลิกรากันไป แล้วควรทำอย่างไรกับรอยบนตัวนี่ดี

คนที่เคยปรากฏอยู่ในอดีตอันแสนสั้นช่วงหนึ่ง แต่กลับทิ้งรอยไว้บนตัวคุณตลอดชีวิต เรื่องแบบนี้เจี่ยงเฉิงคงไม่เคยคิดเผื่อไว้

 ...

ความจริงเขาไม่ได้ยึดติดอะไรกับการสักรอยเขี้ยวนั่นนักหรอก เหตุผลที่คิดจะสัก เพราะเขาไม่เคยได้รับอนุญาตให้ทำเรื่องแบบนี้ อย่าว่าแต่สักเลย แม้แต่จี้หินที่พันจื้อให้มา เสิ่นอีชิงยังไม่อนุญาตให้เขาแขวนคอเป็นสร้อยเสียด้วยซ้ำ แถมเกือบให้เขาเอาไปคืนพันจื้อด้วย

เขาย่อมมีความสุขอยู่แล้วที่กู้เฟยยอมทำอะไรโง่ ๆ ด้วยกันและปัจจัยที่ทำให้เขาเกิดอยากอาหารขึ้นมาก็คือประโยคที่ว่า ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้น

บางทีคนเราก็น่าแปลกแบบนี้ แปลกที่พึงพอใจได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องมีหลักฐานอะไรมาสนับสนุน ไม่ต้องมีตรรกะ ขอแค่คำพูดคำเดียว ขอแค่อีกฝ่ายพูดปากเปล่าก็สร้างความสุขได้แล้ว


 อืม เล่มนี้การเล่าเรื่องของเจี่ยงเฉิงทำให้เราเห็นสภาพแวดล้อมที่เขาเติบโตในบ้านพ่อแม่บุญธรรมหลายอย่าง เขาโดนกดดันมากจริง ๆ ค่ะ นี่เป็นหนึ่งในฉากที่บอกว่าเขาไม่เคยได้รับอนุญาติให้ออกจากกฎของบ้าน ขณะเดียวกันก็จะเห็นถึงความคิดหนักทางกู้เฟย ทว่าสุดท้ายเมื่อเจี่ยงเฉิงเลือกถอย กู้เฟยเลือกจะรุก และตอบรับการสักครั้งนี้ คนมีความรักอ่ะนะคะ และความสุขทางใจเพียงหนึ่งเดียว ต่างก็ยอมกันและกันจริง ๆ ค่ะ

 


“กู้เฟย” เจี่ยงเฉิงผละออกแล้วกระซิบชิดข้างหู “ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่ ต่อให้อนาคตเราไม่ได้คบกันแล้ว ฉันก็จะทิ้งสัญลักษณ์ไว้บนตัวนายอยู่ดี ไม่สนว่าใครจะเห็นแล้วต้องรู้ว่านี่เป็นของฉันด้วย เสวียป้าอย่างเราไม่มีเหตุผลแบบนี้แหละ”

 

“เฮ้ !” กู้เฟยสะดุ้งกับการกระทำอันฉุกละหุกของเขา ถึงขนาดเผลอขยับเข้าเอาตัวมาบังอัตโนมัติ “นายทำอะไร”

“กัดสิ” เจี่ยงเฉิงโยนกางเกงไปด้านข้างแล้วนั่งบนเตียง ถอดรองเท้าก่อนจะยกขาขวาเหยียบบนเตียง “มาสิพ่อหนุ่มคนนี้” กู้เฟยมองไปข้างนอกห้องแวบหนึ่งแล้วกระแอมไอ

“เร็วหน่อยกระแอมอะไรนี่ ท่านคิดจะขับเสียงร้องสักเพลงเหรอ”

“มาแล้ว” กู้เฟยมองเขาแล้วอยู่ ๆ ก็ย่างสามขุมมาผลักตัวเขาไปด้านหลัง ก่อนจับหัวเข่าของเขากดไปด้านข้างแล้วก้มหน้ากัดเนื้อจนจมเขี้ยว

“นายรู้ไหม บางคนน่ะนะ” กู้เฟยก้มลงกระซิบชิดหูเขา “จะใช้วิธีต่าง ๆ นานที่นายสมยอม หรือไม่สมยอมก็ตามเพื่อให้มันฝังอยู่ในความทรงจำของนาย อย่างเช่นฉัน”

“แต่งกลอนหรือไง” เจี่ยงเฉิงหัวเราะ

“ขอทำตัวเลี่ยนหน่อยน่า” กู้เฟยหันขวับมองไปด้านนอกแล้วรีบโฉบลงกดจูบบนริมฝีปากเจี่ยงเฉิงแรง ๆ หนึ่งที

 

อืมมมม เรียกว่าเป็นฉากที่สุดในหลายทางเลยค่ะ ตอบปมบางส่วน มีความรู้ทันกันแล้วยังบรรยายได้แบบบบ ไฟลุกกกกก


 

กู้เฟยขมวดคิ้วเป็นปมแน่นแล้วแหวกกลุ่มคนด้านหน้าออกก่อนพุ่งตัวไปยังชั้นบนของตัวอาคารอาคารเก่า ๆ หลังนี้สูงเพียงไม่กี่ชั้น ทว่าคนที่กลัวความสูงถึงขนาดอยู่บนตึกดาดฟ้าชั้นห้ายังอาเจียนได้อย่างเจี่ยงเฉิง ระดับความสูงเท่านี้เพียงพอทำให้เขาอาเจียนคาที่ได้เลย

หลังสมองขาวโพลนไปชั่วครู่ กู้เฟยก็พุ่งเข้าไปกอดเจี่ยงเฉิงเอาไว้และใช้มือปิดตาของอีกฝ่ายไว้ ร่างกายของเจี่ยงเฉิงแข็งทื่อไปหมด แต่กลับทำตามคำสั่งการเหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตัดแหล่งจ่ายไฟได้อย่างน่าประหลาด เขาปิดตาอีกคนพร้อมกึ่งพลักกึ่งโอบออกจากบริเวณบันไดเจี่ยงเฉิงเคลื่อนไหวตามเขาอย่างกับเคลื่องกลโดยไร้สุ่มเสียงและปราศจากท่าทีดิ้นรนต่อต้านใด ๆ

 

คู่นี้อายุไม่เท่าไรแต่เรื่องที่เผชิญคือ...;---;... เราชอบการปกป้องของกู้เฟยมากกเลยค่ะ ตั้งแต่วิ่งไปรับเจี่ยงเฉิงบนตึก เจี่ยงเฉินยืนไม่ไหวแล้ว จิตใจก็ไม่ไหวแล้วขอให้เขาอุ้มออกมาแบบไม่แคร์สายตาใคร กู้เฟยก็อุ่มเขาออกมา พอลงมาด้านลง เหตุสะเทือนใจนั้น...เผลอ ๆ ถ้าเราเข้าใจไม่ผิด กู้เฟย เห็น แต่สติที่เขาได้ก็คือพุ่งออกไปปิดตาเจี่ยงเฉิงก่อน กอดปกป้องอีกฝ่ายไว้แล้วพาออกมา แบบบบ ชอบคนไทป์ปกป้องมากค่ะ!




กู้เฟยนั่งเล่นกล้องอยู่อีกฟากตั้งแต่ต้นและไม่ค่อยสนใจว่าช่างจะแต่งหน้าให้เจี่ยงเฉิงไปถึงไหนเท่าไหร่ แต่แล้วอยู่ ๆ เจี่ยงเฉิงก็หันมาหา เขาที่กำลังยื่นทิชชูให้จึงกวาดตามองหน้าเจี่ยงเฉิงไปด้วยแวบหนึ่ง แต่กลับกลายเป็นว่ามือเกือบอ่อนยวบทำกล้องร่วงตกพื้น

บางทีอาจเป็นเพราะติดฟิลเตอร์ของแฟนหนุ่มขนาดมหึมาพอเห็นเจี่ยงเฉิงในรูปแบบนี้ก็มีแต่จะเร่งให้หัวใจเต้นรัว ครั้งเจี่ยงเฉิงรับทิชชูไป เขาก็รินน้ำให้ตัวเองหนึ่งแก้วแล้วกรอกเข้าปากเพื่อกลืนหัวใจลงไป

 

มีคนมาทำงานแล้วมือไม้อ่อนอีกแล้วค่ะ 555555555


 

“พ่อหนุ่มคนนี้” เจี่ยงเฉิงยกนิ้วจิ้มปลายคางเขา “ตอนนี้ถ้านายจูบฉันทีหนึ่งคนข้างนอกต้องรู้กันหมดแน่”

กู้เฟยครุ่นคิดตาม ก่อนก้มหน้าจูบซอกคออีกฝ่าย

“ฉันขอเตือนนายนะ” เจี่ยงเฉิงโอบกอดเขา “ถ้านายกล้ากัด ฉันก็กล้าต่อยนาย”

กู้เฟยเงยหน้าขึ้นพร้อมส่งเสียงหัวเราะ จากนั้นหยอกเย้าว่า

“พ่อหนุ่มคนนี้ มีจุดอ่อนทั้งตัวยังกล้ามาท้าทายอีกเหรอ”

 

ชอบการหยอกเย้าของสองคนนี้มากกกกกกกก เลยค่ะ อ่านไปจะเจอหลายฉากที่เขาจะต้องแตะ ต้องทัชกันเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบบ น่ารักกกกก




กู้เฟยเดินไปพร้อมกับผิวปากตามเสียงดนตรีคล้ายเสียงจิ้งหรีดร้อง ฟังแว่ว ๆ แล้วนึกอยากหัวเราะออกมาเล็กน้อย

สุขสันต์วันเกิดเฮียเฉิง

หวังว่านายจะมีความสุขแบบนี้ตลอดไป

สุขสันต์วันเกิดเฮียเฉิง

หวังว่านายจะยิ้มสดใสเหมือนแสงอาทิตย์ตลอดไป

สุขสันต์วันเกิดเฮียเฉิง

หวังว่าอนาคตถ้านายหวนนึกถึงช่วงเวลานี้จะไม่เสียใจภายหลัง

สุขสันต์วันเกิดเฮียเฉิง

 

...ยังไง...ยังไง ภาพอนาคต กู้เฟยก็ 😭




ฉันอยากนั่งมองเผลอเพียงอึดใจก็ถึงยามแก่เฒ่า

“แม่ง” เจี่ยงเฉิงร้อนผ่าวตรงขอบตาขึ้นมาฉับพลัน เขาอ่านข้อความฉบับนี้มาหลายต่อหลายครั้ง ทุกครั้งที่เปิดโน๊ตก็จะมองเห็นตลอดแต่ไม่เคยเป็นอย่างตอนนี้ที่จู่ ๆ ก็ควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้ขึ้นมา

 

ประโยคนี้เป็นเนื้อร้องที่กู้เฟยเอ่ยถึงบ่อยมาก เรารู้สึกเลยว่า เขาเฝ้ารอ และก็มอบความรู้สึกที่เคยเฝ้ารอนี้ให้เจี่ยงเฉิงไปแล้วค่ะ ...อยากจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า 😢



“เล่าจบแล้ว” กู้เฟยคีบบุหรี่ออกจากปาก “กอดหน่อยเฮียเฉิง”

เจี่ยงเฉิงชะงักเล็กน้อย ก่อนรีบโผเข้าไปสวมกอดอีกฝ่ายไว้ทันที

“ฉันไม่น่าถามเลย แม่ง ความจริงฉันน่ะไม่ใช่คนที่จะต้องขุดเอาเรื่องในอดีตของนายออกมาให้ได้หรอก ฉันแค่ฉันแค่

“นายก็แค่หึง” กู้เฟยหันหน้ามาซบไหล่เขา

“ใช่” เจี่ยงเฉิงถอนหายใจ

“แต่มีเรื่องนึงที่ฉันต้องพูดหน่อย” เจี่ยงเฉิงกล่าว “คราวหลังนายอย่าทำหน้าบึ้งใส่ฉัน นายจะโกรธหรือไม่สบอารมณ์ก็ได้ แต่มาสู้กันสักตั้งยังดีกว่าทำตัวเย็นชาใส่กัน ฉันน่ะกลัวเวลาโดนคนเพิกเฉยใส่ที่สุด เมื่อก่อนตอนอยู่บ้าน เวลาพวกเขาไม่อยากว่าฉันก็จะทำหน้าเย็นชาใส่ ไม่มีใครสนใจฉันเลย ความรู้สึกแบบนั้นมันอึดอัดมาก ๆ”

“เข้าใจแล้ว”

 

เป็นอีกหนึ่งฉากที่เขาเคลียร์กันแล้วก็เรียกหากัน เท่าที่เราเห็น กู้เฟยชอบบอกเจี่ยงเฉิงว่า "มาแล้ว" ทุกครั้งที่เจี่ยงเฉิงเรียกหา และเจี่ยงเฉิงจะมองเงียบ ๆ และยืนอยู่ข้างกู้เฟยทุกรอบที่เขาเจอปัญหา ฉากนี้อาจจะเป็นไม่กี่ครั้งที่กู้เฟยเป็นฝ่ายเรียกเจี่ยงเฉิงออกมา คำว่า "รีบโผเข้าไปกอด" คือทัชใจเรามาก

อีกจุดหนึ่งอย่างที่เล่าไปก่อนหน้าว่ามีหลายฉากที่ทำให้เห็นสภาพแวดล้อมที่เจี่ยงเฉิงอยู่ก่อนหน้านี้...มันโดนเดี่ยวมากเลยค่ะ เหมือนกับเราไม่มีตัวตน โหดร้ายในอีกรูปแบบเลย T-T



“นายคงไม่คิดจะรักกันตลอดไปหรอกนะ กับกู้เฟย”

เจี่ยงเฉิงหยิบบุหรี่มาจุดโดยไม่ตอบทันที หลังสูบไปได้สองคำก็เคาะบุหรี่แต่กลับไม่มีอะไรร่วงลงมา

“ไม่ได้เหรอ”

“เป็นไปได้เหรอ” พันจื้อย้อนถาม


เป็นจุดถามเปิดปมที่นำพาสู่ความเข้มข้นถัดไป...แต่ก็เห็นชัดว่าเจี่ยงเฉิงมองแต่ภาพที่มีกู้เฟยอยู่กับตัวเองมาตลอดเลยค่ะ


 

เขาต้องการคำตอบเดียว ไม่ได้ต้องการคำอธิบายมากมาย เขาต้องการเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น

ฉันเคยคิดว่าอยากอยู่ด้วยกันกับนายในอนาคต ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องอยู่ด้วยกัน

แค่นี้เอง

บางทีเขาอาจจะไหลไปตามระบบความคิดที่เคยชินเลยไม่ทันคิดถึงปัญหาในมุมมองกู้เฟยที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขาต้องการผลลัพธ์ แต่กู้เฟยต้องการพูดถึงขั้นตอน

หากตั้งผลลัพธ์ไว้แล้วก็เท่ากับว่าทุกขั้นตอนต่างมุ่งเป้าสู่ผลลัพธ์นั้นทั้งสิ้น ทว่าหากเริ่มจากการวางแผนขั้นตอนก่อนก็อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์นับไม่ถ้วนได้ กู้เฟย นายคิดไว้เยอะแยะอย่างนี้แล้วคิดอะไรไว้บ้างล่ะ

 

แงงงง วิธีคิดพวกเขาต่างกันจริง ๆ ค่ะ ละแบบ ต่างก็ทันกัน พอได้ทบทวนทำความเข้าใจหลายเรื่องก็ทันกันได้ แต่เรื่องที่ซับซ้อนกว่านั้นก็...ต้องใช้เวลานะคะ ;---;


 

“กู้เฟย” เจี่ยงเฉิงเอ่ยขัดทันควัน “นายเคยถามฉันว่าอยากคบกับนาย หรืออยากคบกับนายสักครั้งใช่ไหม”

“อืม” กู้เฟยกุมมือเขา

“แต่ก่อนฉันคิดแล้วว่าทำไมนายถึงถามฉันอย่างนั้น ตอนนี้ฉันรู้แล้ว คนที่อยากคบคือตัวฉัน ส่วนคนที่อยากคบกันสักครั้ง” เจี่ยงเฉิงชักมือออกแล้วชี้ตัวอีกฝ่าย “คือนาย”

 

ฉะนั้นเขาจึงเลือกจมปลัก ฉันจะชอบนายจนถึงวันที่นายไม่ต้องการอีกแล้ว

ขอเพียงคนที่นายต้องการคือ ฉันไม่ใช่คนอื่น ฉันพร้อมเสมอ

สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกไม่ปลอดภัยของเจี่ยงเฉิง เป็นสภาวะที่อยากคว้าไว้ให้แน่นเพราะกลัวสูญเสียตลอดเวลา และเขาสัมผัสได้ถึงมันบ่อยครั้งเสียด้วย

กู้เฟย ทุกประโยคที่นายพูดตอนนี้จะกลายเป็นหลักฐานที่ฝั่งใจของเจี่ยงเฉิง รอบคอบนะ

 

เขารู้นิสัยเฮียเฉิงจริง ๆ ค่ะ และเป็นคนคิดทุกอย่างเผื่อไว้ คือ...เฮ้อ! สองคนนี้จะหาทางออกกันยังไงนะคะ ลุ้นนนนน


 

“ทีแรกฉันคิดว่าคำพูดของนายเป็นคำพลอดรักที่ฟังเผิน ๆ แล้วความหมายดี แต่กลับคิดลึกไม่ได้”

“หืม ?” กู้เฟยยกแขนที่กดตรงลำคออีกฝ่ายออกแล้วก้มหน้าลงไปกดจูบ

“ความจริงนายหมายถึงถ้าฉันเลิกกับนาย นายก็จะตกลงสินะ” เจี่ยงเฉิงสบตา “อำนาจตัดสินใจอยู่ที่ฉัน” กู้เฟยไม่ตอบอะไร นอกจากก้มหน้าลงไปกดจูบอีกครั้ง

“ดูเหมือนอำนาจการตัดสินใจจะอยู่ที่ฉัน ความจริงท่านก็ไม่ได้เป็นฝ่ายถูกกระตุ้นเลยสักนิด” เจี่ยงเฉิงมองค้อน “ไปมาสบายไม่มีอะไรกีดขวางเลยสินะ”

กู้เฟยถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนบอกว่า “ถ้านายไม่อยากคบกับฉันจริง ๆ ต่อให้ฉันตามตื้อให้ตายก็ไร้ความหมายนี่นา”

“ก็พูดแบบนั้นอยู่หรอก” เจี่ยงเฉิงแหงนหน้ามากัดปลายคางอีกฝ่ายกู้เฟยสะดุ้งทว่าไม่กล้าขยับตัว

ฉันไม่ได้คิดครอบคลุมเท่านาย ฉันคิดแค่ว่าค่อย ๆ เดินไปทีละก้าว มีปัญหาอะไรก็แก้ปัญหานั้น คนเราต้องมีเป้าหมายสักอย่าง ความสัมพันธ์ก็ดี ชีวิตก็ดี มันต้องมีทิศทาง นายถึงจะรู้ว่านายทำอะไรฉันเป็นคนแบบนี้”

ฉันจะไม่พูดอะไรอีกแล้ว ฉันมีอย่างเดียว นายสัญญากับฉัน” เจี่ยงเฉิงสอดประสานสายตา

“นายว่ามา” กู้เฟยสบตาตรง ๆ

“อย่าให้ฉันหนี” เจี่ยงเฉิงเอ่ย “อย่าให้ฉันพูดว่า พอเถอะ แล้วนายก็เดินจากไปอย่างสบายใจ นายต้องตื้อสักหน่อยได้ไหม ถ้าเกิดฉันเสียใจทีหลังขึ้นมาแล้วหันกลับมานายไม่อยู่ตรงนั้นล่ะ จะทำยังไง”

ทันใดนั้นกู้เฟยรู้สึกแสบจมูกขึ้นมาเล็กน้อย

“ได้” เขาพยักหน้ารับ “แต่นายก็ต้องสัญญากับฉัน”

“ฉันไม่ชอบให้ใครเสียสละเพื่อฉัน หรือทอดทิ้งบางอย่างเพื่อฉันฉันไม่ต้องการ เส้นทางของนายนั่น ถ้าควรเดินก็ขอให้เดินต่อไปอย่าหยุด นายเข้าใจความหมายของฉันไหม เห็นใจ ทอดทิ้ง สิ่งเหล่านี้จะกดดันฉัน จะรู้สึกเหนื่อย”

“เข้าใจแล้ว” เจี่ยงเฉิงบีบคางเขา “ฉันเป็นคนหนักแน่นมากนะ”

 

ทั้งสองคนต่างก็มีความในใจ ต่างก็เห็นอีกฝ่ายสำคัญ จุดที่เจี่ยงเฉิงพูดเราก็แสบ ๆ ร้อน ๆ กระบวกตาตามกู้เฟยค่ะ พอกู้เฟยพูด...ยิ่งใจเจ็บ ฮือออ



“ความจริงก็ใช่ว่าฉันต้องอารมณ์เสียให้ได้หรอก ฉันแค่กลัว”

“ฉันรู้” กู้เฟยลุกขึ้นนั่งแล้วถูหลังเขาไปมา “ฉันรู้”

“นายรู้ไหมกู้เฟย” เจี่ยงเฉิงเขียนไปเรื่อยพร้อมกับพูดด้วยสุ่มเสียงที่เบาลงเล็กน้อย “ฉันไม่มีบ้านแล้ว ฉันอยู่ตัวคนเดียว ที่นี่ ในห้องเช่าห้องนี้ ไม่มีอะไรเหลือแล้ว”

“พอฉันเอนไปเจอนายอยู่ข้างหลัง ฉันก็สบายใจฉันไม่ได้จะไม่เผชิญหน้ากับความจริง ฉันแค่คิดว่าถ้าไม่มีนายอยู่ข้างกัน ฉันก็ก้าวพลาดลอยคว้างจริง ๆ แล้ว”

“ฉันอยู่นี่ อยู่ข้างหลังนายไม่ไปไหนทั้งนั้น” กู้เฟยบอก “อย่ากลัว”

“อืม” เจี่ยงเฉิงหัวเราะ

กู้เฟยหลับตาลง ปล่อยเป็นแบบนี้เถอะ เรียนรู้จากเจี่ยงเฉิง เรื่องบางเรื่องอย่าพึ่งไปคิดถึงมันความทรงจำแสนงดงาม ประสบการณ์ที่ดี บางทีชีวิตอาจะได้ใช้โลดโผนเพียงครั้งเดียว

ตอนที่นายหันกลับมา ฉันจะอยู่ตรงนี้ ตอนที่นายคิดถึงบ้านฉันจะอยู่ตรงนี้ ยืนนานเท่าไหร่ก็ยืนนานเท่านั้น


เราควรน้ำตาซึมฝั่งใครก่อนดีคะ ฝั่งใครก่อนดี ฮืออออออออออ

 


“ฉันอยากนั่งมองเผลอเพียงอึดใจก็ถึงยามแก่เฒ่าฉันอยากเงยหน้ารับแสงอบอุ่นในฤดูใบไม้ผลิ เธอแค่โอบกอดฉันไว้ ฉันอยากก้าวข้ามผ่านวันและเวลา เหยียบย่ำหนทางความสับสน ลืมตาขึ้นแล้วเธอจะได้ยิน ฉันอยากมีเธออยู่บนไหล่ซ้ายหันมายิ้มให้กันบนไหล่ขวาฉันอยากวิ่งโลดแล่นอิสระในสายตาของเธอ ฉันอยากนั่งมองเผลอเพียงอึดใจก็ถึงยามแก่เฒ่า”



เสียงตัวโน๊ตสุดท้ายสิ้นสุดลงในที่สุด แต่เจี่ยงเฉิงยังคงนิ่งอยู่ในท่าเดิม จนกระทั่งกู้เฟยยื่นมืออ้อมโทรศัพท์มาลูบแก้มกันเบา ๆ เขาถึงพบว่าตัวเองร้องไห้ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

ไม่ นี่เรียกว่าร้องไห้ไม่ได้

แค่หลั่งน้ำตา


ในที่สุด เพลง "นอกคอก" ก็สมบูรณ์แล้วนะคะ 😭💓



“กู้เฟย”

“หืม ?

“หรือว่าไม่ต้องเอาเงินให้ฉันแล้วก็เก็บไว้ที่นายเถอะ ฝากเก็บให้ฉัน”

กู้เฟยไม่พูดอะไรแต่ขยับปากกาที่คาบอยู่ในปากกระดกไปมากระทั่งผ่านไปพักหนึ่งเจี่ยงเฉิงเห็นอีกฝ่ายกระตุกยิ้มจาง ๆ อย่างไม่ชัดเจนนัก

“ได้ไหมเล่า” เจี่ยงเฉิงถลึงตาใส่

“เฮียเฉิง” กู้เฟยหมุนปากกาเล่น “ชาติที่แล้วฉันคงทำดีมาไม่น้อย ชาตินี้ถึงได้มาเจอนาย”


ประทับใจทิ้งท้ายคือความรู้ใจกันดี เจี่ยงเฉิงรู้ว่าถ้าพูดตรง ๆ ว่าเอาเงินส่วนของฉันไปใช้เถอะ กู้เฟยต้องปฏเสธแน่ เลยพูดอ้อมบอกเขา กู้เฟยฟังแล้วก็เข้าใจความหมายถึงกับนิ่งไป...

หวังค่ะ...จริง ๆ นะ ให้เด็กทั้งสองคนมีทางออก

ไม่รู้นอกจากครูอาจารย์ คุณแม่กู้ยังพอฝากความหวังได้ไหม เธอเองก็กลัวจะโดนกู้เฟยทิ้ง ฉากกู้เฟยอ้าแขนให้แม่โผมากอดคือ...เราหวังใจว่าอะไร ๆ จะดีขึ้นค่ะ


นอกจากนี้ ฉากที่เคยเห็นผ่านตาแล้วได้มาหวีดกับคำบรรยายในเล่ม



ฉากเฮียเฉิงเตรียมงานฉลองวันเกิด ดีงามสุด ๆ เลยค่ะ 💘💘💘💘


    ยังมีรายละเอียดที่เห็นจากภาพแฟนอาร์ต เช่น ภาพกู้เฟยชอบนั่งซ้อนหลังกอดเอวเฮียเฉิงไว้

    หรือภาพเล่นเปียนโน ดีดกีต้าคู่กัน...เป็นอะไรที่มีในเล่มนี้แล้ว และน่ารอคอยในเล่มถัดไปด้วยค่ะ




สุดท้าย หลังจากไม่ได้อัปบล็อกนานมากกก และหลังจากนี้คงยุ่งหัวฟูสุด ๆ มีโอกาสระเบิดพลังความหวีดน้อยมาก ๆ ในช่วงต้นปี ตอนนี้ก็ขอแวะมาแปะไว้รอเล่ม 5 กันสักหน่อยค่ะ ใครที่ตามมาถึงตรงนี้ สามารถแวะหวีดกันได้นะคะ


ส่วนใครบังเอิญเปิดมาเจอ ขอสวัสดีปีใหม่ 2566 ใน Blog มา ณ ตรงนี้ค่ะ 

>>RAW

>> Minimore

    

    ชาแดง



รีวิว แต่งงานสามครั้งกับปลาเค็ม เล่ม 1 ( 3 เล่มจบค่ะะ)

  แต่งงานสามครั้งกับปลาเค็ม เล่ม 1 ผู้แต่ง ปี่ข่าปี่ ผู้แปล จื่อซิน ผู้วาด 梨乖 酥 สำนักพิมพ์ Inltreebook เรื่องย่อ หลินชิงอวี่ แต...