วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2565

รีวิว My Five Elements are short of You – ชีวิตนี้ขาดเธอไม่ได้ ~ [ฉบับเต็ม]

 




My Five Elements are short of You – ชีวิตนี้ขาดเธอไม่ได้ ~ [ฉบับเต็ม]

ผู้เขียน ซีจื่อซวี่

ผู้แปล Rear

ผู้วาด Mind*creator

สำนักพิมพ์ IRIS BOOK

เรื่องย่อ


โจวเจียอวี๋ ประสบอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกชนวิญญาณมาเข้าร่างคนที่ชื่อเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายดันเป็นนักต้มตุ๋นที่ถูกจับ เพราะเกือบทำคนจำนวนมากเสียชีวิต หลินจู๋สุ่ย ปรมาจารย์ด้านเฟิงสุ่ยที่จับเขามาเห็นถึงพรสวรรค์ของโจวเจียอวี๋ จึงรับเขาไว้สอนสั่ง จากข้าราชการผู้เชื่อในวัตถุนิยมกลายเป็นว่าที่ศิษย์ผู้มากพรสวรรค์ของปรมาจารย์ชื่อดัง ชีวิตของเขาดูจะพลิกผันแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่ายังมีอีกาสามขาในหัวอีกหนึ่งตนบอกถึงความลับในการได้ชีวิตใหม่ของเขาเปลี่ยนชะตาเคราะห์ของหลินจู๋สุ่ย ? มือใหม่พึ่งฟื้นคืนชีพอย่างเขาควรทำยังไงดี !



>> รีวิว My Five Elements are short of You – ชีวิตนี้ขาดเธอไม่ได้

เล่ม 1-2 เล่ม 3 เล่ม 4-5 (สปอยล์ปานกลางถึงมาก)




รีวิวแบบพื้นที่ปลอดสปอยล์


โจวเจียอวี๋ เข้ามาใช้ชีวิตในร่างใหม่ แทบจะเป็นพ่อครัวจำเป็นของบ้าน เพราะไม่มีใครทำอาหารได้ดีเลยสักคนนน เขาเปิดใจศิษย์คนเล็กของหลินจู๋สุ่ยได้ก่อน เสิ่นอี้ฉยงเป็นคนตรงไปตรงมาทำให้เข้ากับโจวเจียอวี๋ได้ง่าย ส่วนศิษย์คนอื่น ต่างก็ทยอยพ่ายแพ้ให้กับเสน่ห์ปลายจวักของเขา กระทั่งตัวท่านหลินที่ไม่ค่อยกินข้าวเองก็มาร่วมโต๊ะอาหารด้วย ทว่าความสัมพันธ์ในบ้านไม่น่าหนักใจเท่าโลกทัศน์ของเขาที่เปลี่ยนไปจากสภาพแวดล้อมชีวิตใหม่ ชีวิตเดิมเขาไม่เคยเชื่อเรื่องภูติผี แต่ชีวิตนี้ดวงตาและประสาทสัมผัสของเขาไวและเฉียบคมต่อสิ่งพวกนี้มากกว่าใคร ทำให้โดนลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวลี้ลับเหล่านี้ประหนึ่งแม่เหล็กคนละขั้ว แถมที่ยังรอดมาได้เพราะมีท่านหลินคุ้มครอง จะไม่เชื่อก็คงไม่ได้แล้ว

ส่วนเรื่องราวความรักของสปอยล์สั้น แสงสว่างกับความมืด หยินและหยาง ปลาและน้ำ เป็นส่วนประกอบหรือธาตุที่ไม่อาจแยกจากกันไปได้ค่ะ !!!!


คะแนน 8/10


ขอตัดในส่วนของมุขตลกกับปมหลักช่วงหลังที่รู้สึกแผ่วในส่วนของเนื้อเรื่องค่ะ








รีวิวแบบพื้นที่มีสปอยล์ ~


            My Five Elements are short of You – ชีวิตนี้ขาดเธอไม่ได้ ~ เป็นนิยาย 5 เล่มที่สำหรับเราเนื้อเรื่องต่อเนื่องไม่แผ่วคดีหลอนเลยค่ะ จะเสียดายก็แต่ช่วงปมต่อเนื่องในตอนท้ายเท่านั้นที่รู้สึกแรงส่งพอ แต่เล่าไม่มากพอค่ะ (พูดงง ไหมน้อ) เอาเป็นว่าก่อนจะเล่าแบบสปอยล์เรียบเรื่องราวตามความเข้าใจของเรา ขอพูดแก่นหลักของเรื่องที่รู้สึกได้ก่อนนะคะ จริง ก็ตามชื่อเรื่องชีวิตนี้ขาดเธอไม่ได้เป็นทางเลือกที่ลิขิตฟ้าส่งหนทางให้มาเพียงหนึ่งเดียว หากขาดใครไปสักคนจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เลยค่ะ


         ต่อไปนี้จะเป็นการเล่าที่สปอยล์เนื้อเรื่องมาก ใครยังไม่อ่านข้ามไปก่อนได้เลยค่ะ อ่านจบแล้วมาเมาท์กันนน


          ลิขิตฟ้า จะเริ่มมาถูกกล่าวหนักขึ้นในเนื้อเรื่องท่อนหลังทั้งตระกูลสวีแห่งเส่อซานและตระกูลเมิ่ง (ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) แห่งไฟ ที่พยายามฝืนชะตาฟ้าจากของวิเศษบางอย่างจนต้องล่มสลาย

       ปริศนาทุกอย่างมากระจุกรวมที่พิธีกรรมคืนชีพและกระดาษเห็นอนาคตที่มีรูปอีกาทองสามขาเป็นสัญลักษณ์ 


          จี้ปา เป็นลูกอีกาทองสามขาที่ปรากฏตัวพร้อมกับโจวเจียอวี๋ นกตัวน้อยที่อยู่ในหัวของโจวเจียอวี๋เป็นคนบอกว่า เขาเองคือคนชุบชีวิตชายหนุ่ม และเป้าหมายของเขาคือให้โจวเจียอวี๋ช่วยหลินจู๋สุ่ยรอดพ้นจากความตาย 

            เราเลยพึ่งมาเข้าใจลำดับเนื้อเรื่องตอนเขียนได้ประมาณนี้ค่ะ



>> ลิขิตฟ้า ชะตามนุษย์


           เรื่องเริ่มจากการที่จี้ปาถูกสวรรค์ผนึกพลังลงในหนังสือเห็นภาพอนาคตคนที่คะนึงหาวิธีเพียงอย่างเดียวที่จะคลายผนึกได้คือต้องใช้พลังไฟจากร่างของมนุษย์ที่ครองพลังจี้หยาง ทว่ามนุษย์ที่มีร่างจี้หยางมักตายแต่วัยเยาว์ ทำให้หาได้ยากอย่างยิ่งจนกระทั่งหลินจู๋สุ่ยเกิดขึ้นมา เด็กชายหลินความจริงต้องสิ้นอายุขัยตั้งแต่อายุไม่ถึงแปดปี ทว่าบิดามารดาของเขาไม่ยินยอม ใช้ศาสตร์เฟิงสุ่ยเปลี่ยนลิขิตฟ้า ทำให้เขารอดมาได้จนกระทั่งอายุประมาณ 28-29 ปีซึ่งตามชะตาหลินจู๋สุ่ยถูกลิขิตให้ต้องตายอีกตอน อายุ 30 ปีหนนี้บิดามารดาไม่อยู่ แต่อีกาสามขายังอยู่



>> หยินและหยาง


             การจะช่วยร่างที่มีพลังหยางสูงจำเป็นจะต้องมีร่างที่มีพลังหยินสูงอยู่ข้างกาย แต่โจวเจียอวี๋ คนที่เป็นนักต้มตุ๋นดันเสียชีวิตไปก่อน โจวเจียอวี๋ ที่ชื่อเดียวกันอีกคนและตายในเวลาเดียวกันจึงถูกอีกาสามขาดึงวิญญาณมาเข้าร่างแทน และมอบหน้าที่ให้โจวเจียอวี๋คนนี้คอยอยู่กับหลินจู๋สุ่ยก็พอ ทางหลินจู๋สุ่ยเองก็มองออกว่าวิญญาณโจวเจียอวี๋คนนี้ไม่ใช่คนเดิม จึงเปิดใจให้ แถมยังทำนายได้อีกว่าอีกฝ่ายเป็นคู่ชีวิต ในวันเกิดอายุ 30 ปี เขาจึงรอดชีวิตมาได้ เพราะมีปลาน้อยของตนอยู่เคียงข้าง



>> ฝืนลิขิตฟ้า


             การมองเห็นอนาคตนับเป็นการฝืนลิขิตฟ้า ทั้งตระกูลสวีและเมิ่งต่างล่มสลายเพราะท้าทายอำนาจบางอย่างของฟ้ามากไป และถูกฟ้าลิขิตให้เจอทัณฑ์สวรรค์ แต่ใช่ว่าอนาคตที่มองเห็นว่าถูกลิขิตจะเปลี่ยนไม่ได้ อย่างเช่นตระกูลสวียังมีผู้สืบทอดวิชากระดาษหลงเหลืออยู่ ทว่านี่ไม่ใช่สำหรับทางตระกูลเมิ่ง ซึ่งมีความต้องการต่างกันเขาต้องการทำลายกระดาษมองอนาคตคนที่คะนึงหาเล่มนี้ทิ้งไปเสีย เพราะทุกคนที่เห็นเรื่องไม่ดีของคนที่รัก หรือสิ่งที่รักย่อมต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นคืนจากความตายที่ทำให้คนตระกูลเมิ่งส่งต่อคำสั่งเสียแบบฝืนธรรมชาติอย่างการชุบชีวิตคนทั้งตระกูลมาถึงผู้เหลือรอดเพียงคนเดียวอย่างลาสบอส หรือแม้แต่ท่านหลินเองพอรู้อนาคตของโจวเจียอวี๋ก็ปรารถนาวิธีการฟื้นคืนนี้เช่นกัน ดังนั้นลาสบอสจึงต้องการให้หนังสือและคาถาที่ผิดพลาดนี้ถูกทำลายจากไฟหยางบริสุทธิ์ที่ชำระล้างทุกสิ่งหลินจู๋สุ่ยคือคำตอบของสมการนี้นั่นเอง



>> น้ำตายเมื่อขาดปลา ปลาอยู่ต่อไปไม่ได้เมื่อขาดน้ำ


               การจะทำให้ไฟหยางสูงสุด เราเดาว่าคงต้องใช้ลาวาช่วยเสริม ขณะเดียวกันก็ขาดธาตุหยินไปไม่ได้ โจวเจียอวี๋จึงต้องอยู่ที่นั่น ซึ่งตรงนี้เราแอบไม่เคลียร์นิด อาจจะได้คำตอบชัด ในการอ่านรอบถัดไป 🤔

               อย่างไรก็ตาม จี้ปาที่อยู่กับโจวเจียอวี๋มาเกือบสองปี ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะผูกพันและทำร้ายอีกฝ่ายให้ทรมานขนาดนี้ ยามที่ตนถูกปลดปล่อยและชนะสวรรค์ เขาจึงเสียใจมาก  และคงเป็นเขาที่เก็บวิญญาณโถน้อยกลับร่างเดิม (ที่เป็นข้าราชการวัยเกือบสามสิบคนนั้น) ทำให้โถน้อยฟื้นความทรงจำและกลับไปครองรักกับหลินจู๋สุ่ยได้ ทว่าตัวจี้ปาเองนอกจากขอให้โจวเจียอวี๋ลูบหัวตน (นี่เก็บกดเรื่องนี้มากเลยนะ ว่าขนตัวเองนุ่มกว่าพังพอนไหม) ความทรงจำเรื่องของจี้ปาทั้งหมดเจ้าตัวไม่ให้ปลาน้อยจำได้เลย 🥺



           น่าจะเป็นจุดเดียวที่หน่วงมากค่ะ ถ้าขยี้กว่านี้น้ำคงไหลอีก


          ปมที่เราว่าแผ่ว แอบเดา ปะติดปะต่อเรื่องเอง คงเป็นช่วงลิขิตสวรรค์ กับปมตระกูลเมิ่งเนี่ยแหละค่ะ ลิขิตสวรรค์ถูกพูดถึงในสองเคสตระกูลใหญ่ แต่ไม่ได้ให้ข้อมูลช่วงจี้ปาเพิ่มเติม ส่วนฝั่งลาสบอสเองก็ไม่ได้บอกชัดถึงวิธีการดำเนินการต่าง ทำให้ไม่มั่นใจว่าตกลงแล้วพิธีกรรมใช้ใครยังไง และท่านหลินที่เก่งมาก พลาดท่ายังไงกันแน่



         8 ใน 10 ของเราเหตุก็ประมาณนี้ 

     แต่จริง เราอาจจะร้องไห้จนพลาดไปหลาย อย่าง เดี๋ยวอ่านซ้ำแน่นอนค่ะ ใครเข้าใจยังไง เราพลาดอะไรไป มาคอมเม้นต์เล่ากันได้นะคะ



ชาแดง







วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2565

รีวิว ระบบพึ่งพาตนเอง เล่ม 1-2 (ฉากประทับใจมีสปอยล์)




ระบบพึ่งพาตนเอง

ผู้เขียน 碉堡rghh

ผู้แปล อวี่หลินหลิง

ผู้วาด Chonggong

สำนักพิมพ์ Caihong

เรื่องย่อ

[ติ๊ง!]

[ระบบพึ่งพาตนเองระหว่างดวงดาวเริ่มทำงาน เป้าหมายของเราคือพึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเอง ปฏิเสธการเกาะคนอื่นกิน โฮสต์ต้องแรกด้วยแรงกายและลงมือทำด้วยสองมือของตัวเองเท่านั้นถึงจะได้ผลลัพธ์ที่งดงามที่สุด มาทำให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นกันเถอะ!!!]

แมงดาหมื่นปีลู่ฉี่: …

ปลาไหลหมื่นปีเสิ่นเมี่ยวผิง: …


>> แบบเวอร์มีสปอยล์น้อยย และ >> แบบเวอร์มีสปอยล์ (ปานกลาง)

                            >> ชวน Talk ความประทับใจในระบบพึ่งพาตนเอง โลก 1-2 (สปอยล์มาก)

   

ฉากประทับใจโลก 1:

    รถยนต์จอดห่างออกไปประมาณหนึ่ง การประคองคนเมาทำให้ถือร่มไม่ค่อยสะดวก ลู่ฉี่จึงถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วห่อตัวฮั่วหมิงเชินไว้ในอ้อมแขนก่อนอุ้มวิ่งฝ่าสายฝนออกไป...บนรถยนต์ ร่างกายท่อนบนลู่ฉี่เปียกโชก น้ำฝนอาบไล้ลงมาถึงปลายเส้นผมขับให้ใบหน้าเขาดูเย็นชาไร้ความรู้สึก ใครบางคนเอนกายนิ่ง ๆ อยู่เยาะข้างคนขับ โชคดีมีเสื้อคลุมของลู่ฉี่ นอกจากคราบน้ำมุมเสื้อแล้ว ส่วนอื่นของฮั่วหมิงเชินยังแห้งสนิท


    ชอบฉากนี้มากค่ะ ไม่รู้ว่าคิดไปเองไหม แต่เหมือนเป็นฉากหนึ่งที่บอกแต่ต้นว่า พระเอกให้ความสำคัญกับฮั่วหมิงเชินมากกว่าที่ตัวเขาคิด


ปลายสายเงียบไปสามวินาที ฮั่วหมิงเชินก็พูดทีเล่นทีจริงว่า

“ถ้าฉันบอกว่าฉันอยู่ใต้ตึกบ้านนาย นายจะเชื่อไหม”

ลู่ฉี่ตอบ

“อย่ามาล้อเล่น”

แต่ร่างกายกลับขยับลุกออกจากเก้าอี้แล้ว...เขารู้สึกมั่นใจอย่างบอกไม่ถูกว่าอีกฝ่ายอยู่ข้างล่าง

ฮั่วหมิงเชินสตาร์ตรถยนต์ เตรียมจะขับออกไป

“ถ้าล้อเล่นแล้วจะทำไป นายอย่างจริงจังนัก---”

คำพูดเหล่านั้นพลันหยุดกะทันหัน เนื่องจากเงาร่างคุ้นเคยอยู่ห่างจากกระจกรถยนต์แค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น


    มีความรู้ทันลึก ๆ ว่าฮั่วหมิงเชินน่าจะมาจริง ๆ แน่ ๆ แล้วทางคุณชายฮั่วก็คือมาจริง ๆ เขาคิดถึงมากจนขับรถมาเห็นแต่บ้านอีกฝ่ายก็ยังดี ;---;


“รีบดูข้างนอกสิ!” …

เมื่อเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมา มนุษย์มักสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนของตนเอง

    ปกติลู่ฉี่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องพวกนี้เท่าไร แต่ไม่รู้เพราะคนข้างกายหรือเหตุผลอื่น เขามองดูอย่างตั้งใจ กระชับกอดคนในอ้อมแขนแน่น เป็นช่วงเวลาที่หัวใจไร้ความปรารถนา สะอาดบริสุทธิ์อย่างหาได้ยาก


    รู้สึกเอ็นดู จริง ๆ ฉากนี้และฉากก่อนหน้า ทำเราหวั่นไหวมาก และคิดว่าพระเอกเองก็หวั่นไหวเหมือนกันค่ะ คนคนนี้รักเขามากจริง ๆ สองชาติแล้ว อีกฝ่ายก็ยังหลงรักและให้หัวใจของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเหมือนเดิม


เร็วเข้า! เร็วอีก!

    ลู่ฉี่ใช้มือเช็ดน้ำออกจากใบหน้า ไม่รู้ว่าเป็นคราบเลือด หยาดเหงื่อ หรือเม็ดฝนกันแน่ ร่างกายของเขาไร้ความรู้สึกไปแล้ว แม้แต่ความเจ็บปวดก็ไม่อาจรับรู้ได้ รู้เพียงแค่ว่าวิ่งไปข้างหน้าอย่างด้านชา ยิ่งวิ่งออกไปไกลเท่าไร ถนนก็ยิ่งกว้างมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งเห็นแสงสว่างไกล ๆ


    ชอบจังหวะบีบคั้น น้อยมากที่จะเห็นพระเอกแนวนี้วิ่งบนความกดดันสูงสุด สุดท้ายแล้วลู่ฉี่ก็ไม่ได้เป็นคนที่เก่งทุกด้าน และไม่ได้เป็นคนไร้หัวใจอย่างที่เจ้าตัวเข้าใจ


ปัง!

นาฬิกาที่เพิ่งถอดออกพลันตกลงสู่พื้น เสียงกระทบดังขึ้นแผ่วเบา

    ลู่ฉี่แข่งขาอ่อนแรง ทรุกลงกับพื้น ท่าทางตกใจสุดขีด คล้ายว่ากำลังหวาดกลัวสูญเสียบางอย่าง ...เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ลู่ฉี่รู้สึกหวาดกลัว...กลัวอะไร เขาเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน


    ฉากนี้ อยากผลักคนขับรถคนนั้นมาก ไม่เห็นเหรอว่าเขาบาดเจ็บน่ะ! แล้วนายไม่ได้ยินเสียงปืนหรือไง! เป็นฉากต่อเนื่องที่ให้อารมณ์ดีค่ะ กดดันพระเอกจนกระทั่งเผยด้านที่ไม่คิดว่าจะได้เห็นออกมา ส่วนตัวชอบมาก ๆ


“ขอแค่นายยังมีชีวิตอยู่ อะไรก็ได้”

    ไม่ว่าชาติก่อน หรือชาตินี้ ลู่ฉี่ไม่เคยให้สัญญาที่ยุติธรรมเช่นนี้มาก่อน หากคนผู้นั้นต้องการทรัพย์สินทั้งหมดของเขา ก็ยังไม่ยากเท่าควักหัวใจและปอดของเขาไป แต่เขารู้แก่ใจดีว่าฮั่วหมิงเชินไม่ต้องการ

...

    แม้แต่ในเวลาระหว่างความเป็นความตาย ผู้ชายคนนี้ก็ไม่พูดหวาน ๆ อย่างฉันรักนาย นายรักฉันออกมาให้ได้ยิน คล้ายว่าสมองขาดการคิดพิจารณามาตั้งแต่กำเนิด เลือดเย็นโดยแท้ หรือพูดว่าเฉลียวฉลาดเกินไปก็ได้จึงไม่ปล่อยให้อารมณ์ควบคุมความคิด ทั้งนิ่งจนน่ากลัว

    แต่ไม่เป็นไร ฮั่วหมิงเชินมีวิธีรักษาเขา

    เห็นไหม ฮั่วหมิงเชินไม่ได้ถามลู่ฉี่ว่าชอบหรือไม่ชอบเหมือนกับคนอื่น เขาไม่ใช่คนพูดจาไร้สาระอยู่แล้ว เขาเอ่ยแค่ประโยคเดียว

“ถ้าอย่างนั้นนายเต็มใจที่จะเอาเงินทั้งหมดมาเก็บไว้ที่ฉันไหมล่ะ”

    ...เหมือนลู่ฉี่จะเข้าใจบางอย่างแล้ว เขาเปล่งเสียงหัวเราะออกมา...กระแสลมพัดผ่าน ขณะที่สายฝนโปรยปรายลงมา เขาพยักหน้าราวกับยอมรับในชะตากรรมของตนเอง

“...ฉันเต็มใจ” เขาพูด “เอาไปสิ”

    ฮั่วหมิงเชินใช้เวลาสองชาติ สองชีวิต ในที่สุดก็ทำให้เลือดและหัวใจของคนผู้นี้อุ่นร้อน


    คำบอกรักที่ไม่มีคำว่า “รัก” แล้วฮั่วหมิงเชินก็เข้าใจลู่ฉี่มากพอจะเลือกถามได้ตรงจุดด้วยเรื่อง “เงิน” ลูกรักพระเอกแทน 55555 เป็นอีกหนึ่งฉากที่ชอบมากเลยค่ะ




ฉากประทับใจโลกที่ 2:

    ไม่มีหัวใจของผู้ใดแข็งกระด้างแต่กำเนิดทุกคนล้วนต้องเคยผ่านวัยฟุ้งซ่านมาแล้วทั้งสิ้น ก่อนอายุสิบขวบเสิ่นเมี่ยวผิงยังจดจำผู้หญิงคนนั้นได้ บางครั้งมักจะสงสัยว่ามารดาทิ้งตนเองไปแล้ว ไม่ต้องการเขาแล้ว หรือแต่งงานกับผู้ชายที่ดีกว่า และให้กำเนิดบุตรอีกคน นอกจากนี้ยังมีความคิดอื่น ๆ อีกมากมาย

แต่ภายหลังเขาเพิ่งเข้าใจ ไม่ว่าเรื่องใดต้องคิดในทางที่ดี

    ดังนั้นเสิ่นเมี่ยวผิงจึงคาดเดาว่ามารดาของเขาอาจจะเสียชีวิตระหว่างเดินทางไปดูงาน มีเพียงสิ่งนี้ที่ช่วยบรรเทาความขุ่นเคืองในใจของเขาลง ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาก

    ทันใดนั้นเสิ่นเมี่ยวผิงก็รู้สึกตัว เซี่ยอวี้จือได้ทิ้งทางหนีทีไล่ไว้ให้เขาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทางออกของชีวิต สิ่งที่ทำได้ก็ทำแล้ว สิ่งที่คิดได้ก็คิดแล้ว


    พระเอกแต่ละคนมีปมต่างกัน ถ้าคนก่อนเป็นเพราะตัวเขาเอง คนนี้ก็เป็นเพราะสังคมหล่อหลอมให้เขาเป็น เมื่อทะลุมิติมาเจอกับคนที่รักเขาอย่างจริงใจ ไม่ว่าอะไรก็คิดเผื่อเขาไว้แทบทุกอย่าง เขาถึงได้สามารถเป็นตัวเขาในแบบที่ควรจะเป็นมาตลอดได้ ;---;


    กล่าวกันว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือดคือกุญแจที่แน่นหนาที่สุด แต่ยังมีคำกล่าวอีกว่า ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา พันลี้แห่งแม่น้ำและขุนเขาไม่อาจย้อนคืน เซี่ยอวี้จืออาจสามารถต่อสู้กับคนนับล้าน แม้ต้องตายสักเก้าครั้งก็ไม่หวั่นเกรง แต่เขากลับกลัวว่าหลังตนสิ้นใจ เสิ่นเมี่ยวผิงจะมีชีวิตตกต่ำ

    เซี่ยอวี้จือมีชีวิตหนึ่งวัน ก็ปกป้องเขาได้หนึ่งวัน แต่หากเสิ่นเมี่ยวออกจากบ้านสกุลเซี่ยไป หายไปต่อหน้าต่อตาเขา ก็ไม่จำเป็นต้องปกป้องชีวิตนี้อีกแล้ว...


    เราเป็นคนแพ้ทางตัวละครที่มีนิสัยปกป้องคนรักแบบสุด ๆ อย่างเซี่ยอวี้จือมาก ๆ เลยค่ะ ถ้าจะขอพาดพิงอีกคน ที่ตอนอ่านทำเรานึกถึงก็คงเป็นท่านแม่ทัพกู้ จากฆ่าหมาป่าค่ะ ตัวละครสไตล์ที่พอมีคนรักแล้วถึงเริ่มให้ความสำคัญกับชีวิต เริ่มมองอนาคต ปกป้องคนของเขาเอาไว้อย่างดีที่สุด แต่ถ้าเสียคนรักไปก็แลกเลือดด้วยเลือด ส่วนชีวิตตัวเองก็ไม่สำคัญอีกแล้ว // อยากกดอิโมจิหัวใจรัว ๆๆๆ //


“...เซี่ยอวี้จือ”

    เสิ่นเมี่ยวผิงเอนหลังพิงต้นไม้ ละสายตาจากศพตรงหน้า มือล้วงลึกเข้าไปในดินโคลน หางตาหรี่ลง พูดชื่อของเซี่ยอวี่จือ ออกมา ปลายเท้าที่คิดจะหนีหยุดชะงัก ราวกับสามคำนี้ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจยิ่งกว่าคำว่า ‘อมิตตาพุทธ’ เสียอีก

    ความรู้สึกไม่สบายใจเป็นเรื่องแปลกสำหรับวัยนี้ นานมากแล้วที่เสิ่นเมี่ยวผิงไม่เคยรู้สึกเช่นนี้กับใครหรือสิ่งใด กระทั่งเมื่อวินาทีก่อน


    สิ่งที่ชอบเวลาอ่านตัวเอกมีนิสัยไม่ดีบางอย่าง จากตนเอง หรือจากสภาพแวดล้อมแล้วเขามีพัฒนาการแก้ปมตรงได้นั้น เป็นอะไรที่เราชอบมากเลยค่ะ โดยเฉพาะการมีจังหวะให้เราสะกิดรู้แล้วว่า เนี่ยแหละ คือเหตุที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป หรือขยี้สักจุดหนึ่งเพื่อให้รู้ว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาเนี่ยแหละสะสมให้คนคนนี้เป็นแบบนี้ในตอนท้าย เราชอบมากค่ะ


    คล้ายว่าอีกฝ่ายรับรู้ได้ถึงฝีเท้าที่ดังมาจากด้านหลัง จึงเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยอวี้จือทันที ใบหน้าหล่อเหลาของคนผู้นั้นเป็นสีเทา เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโคลน แต่เซี่ยอวี้จือก็ยังจำเขาได้

“เสิ่นเมี่ยวผิง...”

“ข้าไม่ไปไหน” เสิ่นเมี่ยวผิงเหนื่อยจนแทบยืนไม่ไหว เขาพิงกำแพงมองเซี่ยอวี้จือ พูดด้วยน้ำเสียงแฝงความอวดดี ก่อนจะย้ำอีกครั้งว่า

“ข้าไม่ไปไหน”

    ลูกกระเดือกของเซี่ยอวี้จือขยับเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไร สุดท้ายเสิ่นเมี่ยวผิงใช้มือยันกำแพงลุกขึ้นยืน ยกยิ้มแล้วรั้งเขาเข้าสู่อ้อมแขนเฉกเช่นหลายค่ำคืนที่ผ่านมา จากนั้นเอื้อมมือไปลูบสัมผัสแผ่นหลังของอีกฝ่ายเบา ๆ

“ไม่เป็นไร พวกเราไม่เป็นไรแล้ว”

“ข้าไม่ไปไหน และจะไม่แต่งกับผู้ใดอีก ข้าจะอยู่กับท่านไปชั่วชีวิต”


    เราชอบท่อนสุดท้ายของโลกสองมาก ๆ ค่ะ ช่วงพีคหลัง ๆ มีแต่จุดที่ทำให้ชอบ แม้ว่าคนนี้จะเผยความหวั่นไหวออกมาในนาทีสำคัญ แต่เรารู้สึกได้ว่า เขาก็รักของเขามากจริง ๆ ค่ะ



    555555 มายาวอีกแล้ววว ใครตามมาจนถึงตอนนี้ขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะะ อ่านแล้วชอบฉากไหนกันบ้างมาคุยกันได้นะคะ >< 


ชาแดง







 

วันเสาร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2565

รีวิว สามีผมกำลังจะตาย (#สามีป่วย) เล่ม 1-2 (ฉากประทับใจ)

 


    

    >> รีวิว สามีผมกำลังจะตาย 

   >> ฉากประทับใจของเรา มันเยอะมากจริง ๆ ค่ะ งง ๆ ว่าชอบอะไรเยอะแยะขนาดนี้ ต้องแยกออกมาจริง ๆ ค่ะ เหมือนบันทึกความประทับใจไว้

               :

                “คราวหน้าถ้าคุณมีธุระจะมาหาผมช่วยบอกผมล่วงหน้าหน่อยได้ไหม หลังจากนี้ผมคงจะยุ่งมาก ถ้าคุณมาหาผมกระทันหันเหมือนสองครั้งที่แล้ว ผมคงไม่มีเวลาออกมาเจอคุณ”

            “ถ้านายกล้าไม่มาเจอฉันก็ลองดู โจวเหมี่ยว ออกรถ!

            หลังรถแล่นไปไม่ถึงนาทีก็ถอยกลับมา

            “ฉันเห็นศิลปินคนอื่นมีผู้ช่วย แต่นายกลับไม่มีใครเลย เหมือนอะไรก็ไม่รู้! อู๋สุ่ย ต่อไปนายติดตามเซี่ยหยาง”

            แล้วรถก็ขับออกไปอีกครั้ง

 

        คนเขาซึนเสมอต้นเสมอปลายนะคะ

 

                มีผู้ช่วยสักคนสะดวกขึ้นเยอะจริง ๆระหว่างพูดก็ตบเบาะรถไปด้วย “เอารถมาจากไหนน่ะ”

“ประธานฉิวให้คุณยืมครับ โรงรถเต็มแล้ว เขาต้องการที่ว่างเลยให้ผมขับรถคันนี้มาหาคุณ เขาบอกว่ารถคันนี้ชำรุดทรุดโทรมที่สุดในบรรดารถทั้งหมดในโรงรถ เหมาะกับคุณมากที่สุดแล้วครับ”

...

            เซี่ยหยางหลุดหัวเราะไม่มีเสียง เอาโทรศัพท์ออกมาส่งข้อความหาฉิวสิง : ขอบคุณ

            ...

            เซี่ยหยางเลือกเพิ่มเพื่อน อีกฝั่งกดอนุมัติรวดเร็ว เขารีบโอนเงินหนึ่งหยวนไปให้ พร้อมทั้งใส่หมายเหตุเอาไว้ว่า : ค่าเช่ารถ

            ฉิวสิงได้รับเงิน โมโหจนกดบล็อกเซี่ยหยาง

            เซี่ยหยางกดเพิ่มเพื่อนอีกครั้ง แต่คราวนี้ฉิวสิงไม่ยอมกดอนุมัติแล้ว

            เซี่ยหยางวางโทรศัพท์ คุยกับอู๋สุ่ยแทน

            “เจ้านายของนายนี่น่ารักชะมัด”

 

        มีคนเริ่มเห็นความน่ารักของคุณฉิว 55555

 

เซี่ยหยางไม่ได้พูดอะไร เพียงใช้นิ้วคนอาหารปลาอีกครั้ง แล้วจู่ ๆ ก็ยกนิ้วขึ้นมาจ่อที่ริมฝีปากแล้วแลบลิ้นเลียเบา ๆ ฉิวสิงถึงกับชะงักค้าง ยืดตัวตรง ดึงมือของเขาเอาไว้

“ทำอะไรของนายน่ะ !

“แค่รำลึกถึงอดีตอันขมขื่นก็เท่านั้น”

 

        ในวันสิ้นโลกเซี่ยหยางต้องกินแม้แต่อาหารปลาแน่ ๆ ;--;

 

                ฉิวสิงปิดฝาโน๊ตบุ๊คลง คิ้วขมวดเข้าหากันยามมองอาหารปลาที่อยู่ตรงหน้า ...เขาค่อย ๆ ยื่นมือไปหยิบอาหารปลาขึ้นมาจรดริมฝีปาก

            เหอจวินรีบก้าวออกมข้างหน้า “บอสครับอย่า...”

            ฉิวสิงหลับตาลงขณะเอาอาหารปลาเข้าปาก ชะงักนิ่งอยู่สองวินาทีก่อนจะหันหน้าส่งเสียงถุยออกมาหลายครั้ง...

“ของนี่มันอร่อยตรงไหน รำลึกอดีตอันขมขื่น...คนปกติที่ไหนจะกินอะไรแบบนี้ ตระกูลเซี่ยจนขนาดนั้นเลยหรือไง ลูกชายกินอาหารปลาเนี่ยนะ”

            ยิ่งคิดฉิวสิงยิ่งโมโห เปิดโน๊ตบุ๊คดูกล้องวงจรปิดเป็นภาพเซี่ยหยางกำลังปรึกษากับหูเปียว ขณะปลายนิ้วเคาะโต๊ะรัว ๆ ปากก็ออกคำสั่ง

“ให้ผู้จัดการซื่อจี้ส่งของกินเข้าไปให้พวกเขาด้วย อะไรอร่อยสั่งให้หมด ให้คนบ้านนอกคอกนาที่กินอาหารปลานี่เปิดประสบการณ์ซะบ้าง !

...

                เซี่ยหยางมองกล้องวงจรปิดอยู่ภายในห้องรับแขกเงียบ ๆ รับอาหารวางไว้ และบอกให้ผู้จัดการกลับออกไป ก่อนเอาโทรศัพท์มากดส่งอั่งเปาไปให้ฉิวสิงหนึ่งหยวน หมายเหตุ : อย่าแอบดู อย่าแอบฟัง

ปัง!

ฉิวสิงคว่ำโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ

 

        55555 มีความลองกินตาม แล้วชอบความรู้ทันกันมากจริง ๆ

  

“เก่งมากนักไม่ใช่หรือไง ทำไมถึงทำหน้าโง่ ๆ แบบนั้นออกมาได้ ทำไมถึงต้องยอมให้คนอื่นรังแกขนาดนี้...ก่อนหน้านี้นายเชี่ยวชาญการพึ่งพาคนอื่นไม่ใช่เหรอ ทำไมคราวนี้ถึงได้เงียบไป!

            หลังความโมโหผ่านไป เขายกมือขึ้นกดศีรษะที่เริ่มวิงเวียน จู่ ๆ ก็หัวเราะเยาะตัวเอง ก่อนทิ้งตัวจมลงไปในโซฟานุ่ม ผ่อนลมหายใจ หลับตา

“ฉันไม่ได้มีแรงมากขนาดนั้น...ถ้าไม่ขอร้องฉัน ฉันก็ไม่ช่วยนาย”

            เขาพึมพำในลำคอ ปล่อยโทรศัพท์ลื่นไหลลงไปบนพรม

 

        คุณฉิวที่ปากบอกไม่สนใจ แต่จริงถือโทรศัพท์ไว้ รอช่วยน้องตลอดเวลา (แต่ต้องขอร้องก่อนนะ...)

 

“ผมจะไปแต่งหน้า แต่งตัว เตรียมทำการแสดงคืนนี้แล้ว”

“งั้นเหรอ พยายามเข้าล่ะ”

ทันใดนั้น เซี่ยหยางก็ทิ้งตัวลงนั่งยอง ๆ

            นิ้วมือฉิวสิงชะงักไปชั่วครู่ เงยหน้ามองเซี่ยหยางสีหน้าราบเรียบ

“อะไร”

“ไปดูการแสดงเถอะ พวกเคอหลานมีเพื่อนกับครอบครัวมาให้กำลังใจแต่ผมไม่มีเลย ในเมืองนี่ นอกจากเพื่อนร่วมวงกับผู้จัดการแล้ว ผมก็รู้จักและสนิทกับคุณแค่คนเดียว เพราะงั้นคุณไปดูผมแสดงเถอะนะ”

“ถ้าฉันบอกว่าไม่ไปล่ะ”

“งั้นผมต้องขอร้องคุณ” เซี่ยหยางยิ้มบาง “ฉิวสิง ผมขอร้อง ไปดูการแสดงผมนะ”

            ประตูใหญ่เปิดออกและปิดลง เซี่ยหยางออกจากบ้านไปแล้ว

            ฉิวสิงวางโทรศัพท์ลง จนผ่านไปพักใหญ่ถึงได้ขมวดคิ้วและพูดด้วยความโมโห

“ท่าทางไม่เหมือนกำลังขอร้องอยู่เลยสักนิด ท่าทางบ้าบออะไรกัน...หลิ่วซา!

 

        ค่ะไม่อยากไปสักนิด เจ้าตัวไม่เห็นเหมือนขอร้องเลย ... หลิ่วซาเตรียมตัวเร็ว เดี๋ยวไปเชียร์เด็กนั่นไม่ทัน ! (ยังไงนะคะ 55555)

 

                หลังเซี่ยหยางขึ้นรถแล้ว ฉิวสิงมองอีกฝ่ายเงียบ ๆ อยู่ครู่หนึ่งท่าทางเหมือนอยากถาม แต่อดทนไว้

            เซี่ยหยางสั่งสอนเฟิงชิงหลินแต่กลับกลายเป็นโมโหกลับออกมาทนไม่ไหวแล้ว

“คุณรู้ไหมว่ามีประโยคหนึ่งว่าไว้ แม่ตามใจลูกมากเกินไปจะทำให้ลูกเห็นแก่ตัว...” ฉิวสิงตัวแข็งทื่อ เบือนสายตาไปนอกหน้าต่าง

“ฉันไม่ได้ตามใจเขา”

“ผู้ปกครองที่ตามใจลูกของตัวเองก็พูดแบบนี้กันทั้งนั้น”

 

ความจริงคุณฉิวตามใจคนสำคัญเก่งมากจริง ๆ แอบสังเกตตั้งแต่เริ่มเปย์โน้นนี่ให้เซี่ยหยาง ไหนยังรอให้อีกฝ่ายขอร้องโน่นนี่ จะได้ทำให้ได้อีก คือถ้าเซี่ยหยางไม่บอกว่าอยากเดินเองตั้งแต่แรก คุณฉิวน่าจะพร้อมอุ้มเดินน่ะค่ะ

 

เซี่ยหยาง : มีคนชมว่าวันนี้ผมแต่งตัวหล่อด้วยแหละ

ผ่านไปพักใหญ่กว่าฉิวสิงจะตอบกลับมา : อย่าไปเชื่อ พวกเขาโกหกนาย

“...” ก็ได้

 

        ...จ๊ะ ต้องยอมคุณเขานะคะ อย่าไปเชื่อคนแปลกหน้า ... แต่เสื้อน่ะ ได้ข่าวว่าสักตัดให้ด้วยตัวเอง // ปิดปากยิ้ม//

 

“นายบอกว่าจะยืนข้างฉัน สองวันมานี้ฉันกำลังคิดอยู่ว่า...นายโกหกฉันหรือเปล่า” เขาวางแก้วลงแล้วเงยหน้ามองเซี่ยหยาง

“นายกำลังหลอกฉันหรือเปล่า”

“ผมไม่ได้หลอกคุณ”

“ถ้าอย่างนั้นนอกจากฉัน นายก็ไม่มีคนอื่นให้พึ่งแล้วใช่ไหม”

“เปล่าเลย ผมพึ่งพาตัวเองได้” ไม่คิดว่าสีหน้าฉิวสิงจะดีขึ้น “ไปนอนเถอะ ฉันไม่ทำนายตื่นแล้วล่ะ”

            พูดจบก็วางมือลงบนศีรษะเซี่ยหยางเบา ๆ ก่อนหมุนตัวจากไป

            ผู้ชายคนนี้ อ่อนโยนก็เป็นด้วย หายากจริง ๆ

นี่น่าจะเป็นจังหวะอ่อนไหวแรกของคุณฉิว เขาไม่ได้อยากให้น้องพึ่งพาตัวเองขนาดนั้น เพราะเขากลัวตัวเองจะอยู่ปกป้องไม่ได้ ดังนั้นคำตอบที่น้องบอกว่ายืนเองได้ แม้ไม่มีคุณฉิว เขาถึงพอใจมาก ... แถมเตรียมทางหนีทีไล่ให้ด้วย Y^Y

 

“ไม่ต้องโมโห ผมช่วยด่าเขาให้แล้ว”

ฉิวสิงลืมตาขึ้น

“ผมช่วยสั่งสอนหลานชายของคุณ มีรางวัลให้ผมไหม”

ฉิวสิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหัวเราะออกมา หัวเราะไปหัวเราะมาสีหน้าก็อ่อนลง

“ถ้าชิงหลินฉลาดได้สักครึ่งของนาย...”

เซี่ยหยางอาศัยจังหวะนี้เสนอทันที

“งั้นหย่าไหม รับผมเป็นหลานชายคุณตอนนี้ยังทันอยู่นะ”

ฉิวสิงถึงกับชะงัก หันมองเซี่ยหยางด้วยสายตาเย็นชา ทว่าจู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา แต่เป็นการหัวเราะที่ดูอึมครึมเอามาก ๆ

“ฉันว่าช่วงนี้ฉันคงตามใจนายมากไป...!

 

ไม่อยากหย่าก็พูดตรง ๆ ค่า ไม่อยากเป็นญาติ อยากเป็นคนรักก็บอกมาเลยคุณฉิววว

*** จบเล่ม 1 ***

 

“ตัดอินเทอร์เน็ตตัดไฟไม่ค่อยดีเท่าไร ทำอะไรไม่สะดวก แต่อาสิงทำแบบนี้เพราะหวังดีกับเธอ หนุ่มสาวอดหลับอดนอนบ่อย ๆ ไม่ได้” คิดไม่ถึงว่าคุณนายฉิวจะหัวเราะ หลังจากปลอบเซี่ยหยางประโยคหนึ่งแล้วจึงตบไหล่ฉิวสิง

“อย่าโหดนัก” ฉิวสิงนิ่งไปก่อนดึงสายตาเย็นชาเป็นน้ำแข็งที่มองเซี่ยหยางกลับมา

“ไม่โหดครับ”

ปากร้ายกับทุกคน แต่อ่อนโยนกับแม่ที่สุด คุณฉิวดูแลทุกอย่างเองหมดเวลามาเยี่ยม ชอบฉากตัดเล็บให้แม่อีกฉากด้วยค่ะ น่ารัก

 

“ฉันรับปากแม่แล้วว่าปีนี้จะมาฉลองปีใหม่ด้วย...นายจะมาที่นี่กับฉันหรือกลับตระกูลเซี่ย”

เซี่ยหยางตอบแบบไม่ลังเล “มาที่นี่ครับ” เมื่อได้ยินคำตอบ ฉิวสิงถึงหันไปมองเซี่ยหยางอย่างอารมณ์ดี ทว่าน้ำเสียงที่เอ่ยต่อมากลับแฝงการตักเตือน

“มาน่ะได้ แต่ห้ามฟ้องอะไรแม่อีก”

“นั่นน่ะไม่ใช่ฟ้อง เรียกว่าบอกเล่าและขอร้องแบบสมเหตุผลต่างหาก”

ฉิวสิงแค่นหัวเราะ “เถียงข้าง ๆ คู ๆ”

 

แอบขำคุณฉิว อยากให้น้องมาด้วย แต่ก็ไม่อยากให้น้องเอาโน่นนี่ไปฟ้องแม่ รู้ตัวว่าแม่เข้าข้างเซี่ยหยาง ตัวเองจะโดนดุแทน 55555

 

เขาฝืนลุกขึ้นนั่ง ดึงเข็มน้ำเกลือที่หลังมือออก ลงจากเตียงเท้าเปล่า ก่อนเดินไปที่หน้าประตูห้อง

จะให้มู่โจวอี้สัมผัสฉิวสิงไม่ได้

...ถ้าอ้างอิงจากนิยายแล้วอาการป่วยของฉิวสิงกำเริบรุนแรงขึ้น หลังจากไปมาหาสู่นางเอกบ่อย ๆ

จะปล่อยให้ฉิวสิง...

“ขอโทษนะคะ...แต่ว่านี่เป็นประวัติตัวละครที่ผู้กำกับสวีฝากมาให้เซี่ยหยาง คุณฉิว คุณดูนี่สิคะ...”

“เอามาให้ผมแล้วกัน”

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือฉิวสิงที่กำลังยื่นมือออกไปหาโจวอี้

เซี่ยหยางไม่รู้เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เขาฝืนใช้ร่างกายออกปวกเปียกของตัวเองวิ่งไปที่หน้าประตู ออกแรงดึงมือฉิวสิงที่กำลังยื่นออกไปหามู่โจวอี้ ...ใช้ร่างกายบังฉิวสิงไว้จนมิด

“ใครให้คุณมา”

“คุณชอบเฟิงชิงหลินไม่ใช่เหรอ คุณก็ควรโฟกัสความสนใจที่ตัวเขา อย่ามาแตะต้องคนของผม ออกไป !

 

เซี่ยหยางน่าจะรู้ตัวตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วว่าตัวเองรู้สึกยังไงกับฉิวสิง เพราะตั้งแต่นางเอกนิยายเริ่มเข้ามาในวงชีวิต เขาก็กังวลเสมอว่าจะปกป้องฉิวสิงจากพลังนางเอกยังไง ชอบฉากนี้มากเลยค่ะ ป่วยจนร่างไม่ไหวก็ยังลุกมา

 

        “ผมดีใจมากที่ตื่นมาเจอคุณเป็นคนแรก ฉิวสิง นี่เป็นแค่อุบัติเหตุ ผมรับรองว่าจะแข็งแรงอยู่ถึงร้อยมีเลย”

        “ขอบคุณครับ”

       “อีกอย่าง คุณเองก็จะอายุยืนร้อยปีเหมือนกัน”

 

อาจจะเพราะเซี่ยหยางมาจากวันสิ้นโลก เขาเลยมีความหวังเสมอในการต่อสู้ให้มีชีวิตรอด แม้จะมีความหวังเพียงนิดเดียว เขาเลยพยายามบอกฉิวสิงซ้ำ ๆ ว่าคุณจะมีชีวิตยืนยาว และระหว่างเขาที่อยากให้ฉิวสิงอยู่กับญาติที่อยากให้ฉิวสิงตาย น้องไม่อยากให้ฉิวสิงแคร์คนพวกนั้นอีก อยากให้เขาให้ความสำคัญกับชีวิตตัวเองเป็นหลัก ;---;

 

        เซี่ยหยางยอมทำตามอย่างว่าง่าย

       ฉิวสิงหยิบไดร์เป่าผม ระหว่างที่เซี่ยหยางแปรงฟัน เขาก็ยืนเป่าผมให้เซี่ยหยางจากด้านหลัง ท่าทางอ่อนโยนอย่างเหนือความคาดหมาย

       เซี่ยหยางส่งยิ้มให้ฉิวสิงผ่านกระจก

      “ยิ้มอะไร ไข้ขึ้นจนเพี้ยนไปแล้วหรือไง” เซี่ยหยางส่ายหน้า แปรงฟันต่อ...

 

    เป็นฉากที่น่ารักมาก คบกันจริงจังเมื่อไร เห็นเงาพ่อบ้านใจกล้าแล้วหนึ่ง

 

                ในช่วงวันสิ้นโลก เซี่ยหยางเคยอยู่กับจิตแพทย์คนหนึ่งมาพักใหญ่...เขาเคยบอกว่าหลังจากคนเราผ่านอันตรายสุดขีดมาแล้วจะยึดติดกับความหวังดีแรกที่ได้รับ

            ความหวังดีแรก

            เซี่ยหยางยิ้มบาง ๆ ...

            ไม่หรอก เขาไม่ได้ยึดติดกับความหวังดีแรกอะไรทั้งนั้น

            เขายื่นมือออกไปหาฉิวสิง แตะที่ระหว่างคิ้วของชายหนุ่มเบา ๆ

            สิ่งที่เขายึดติดคือน้ำตาลกระปุกใหญ่ต่างหาก

“ชีวิตใหม่น่าเบื่อเกินไป”

“ถึงผมจะยืนด้วยตัวเองได้ แต่ความรู้สึกที่ได้มีที่พึ่งพิงก็ไม่ได้แย่ ดังนั้นพยายามมีชีวิตต่อไปเถอะนะ”

เซี่ยหยางยึดมั่นมากจริง ๆ เขาอยากให้คุณฉิวสู้ เรารู้สึกทีมเขามาก ๆ เพราะการพยายามยืนหยัดให้ใครสักคนลุกมาสู้ไปกับตัวเอง เพื่อฝ่าฟันอุปสรรค ใช้แรงใจเยอะมากจริง ๆ ค่ะ แล้ว น้องไม่เคยท้อ หรือโทษ ฉิวสิงเลย น้องเซี่ยแบบ ...TT

               

ฉิวสิงชะงักไปเมื่อเห็นสีหน้าเซี่ยหยาง จู่ ๆ ก็เอาผ้าพันคอขึ้นมาพันหน้าทั้งหมดของเซี่ยหยางไว้แล้วถาม

“โกรธเหรอ” ...

“ฉันเอาของขวัญมาให้นายด้วย...เข้าบ้านก่อนเถอะ” ในที่สุดเซี่ยหยางก็ยอมขยับตัว ...

“ผมจะผ่อนผันให้ถ้าคุณสารภาพ จะเข้มงวดถ้าคุณต่อต้านปฏิเสธ และจะหย่าขาดถ้าคุณโกหก”

“นายจะแกล้งทำเป็นอ่อนโยนสักหน่อยไม่ได้เลยหรือไง” เซี่ยหยางส่งเสียงเยาะหยันออกมาจากลำคอด้วยความโมโห

 

เห็นเงาพ่อบ้านใจกล้าแล้วจริง ๆ ... ตอนนี้เท่าที่อ่านจบเล่มสองน้องอยู่มาตรการที่สองแล้วนะคะ ...จะเข้มงวดถ้าคุณต่อต้าน ... หวังว่าคุณฉิวจะไม่เดินไปจนถึงข้อสาม ...ไม่หรอกจริง ๆ  

 

        จู่ ๆ ฉินเฉิงก็ถามว่า : คุณกับคุณฉิวดีกันแล้วเหรอ

       เซี่ยหยางทบทวน ก่อนพิมพ์ตอบ

       เซี่ยหยาง : เปล่าครับ

       เซี่ยหยาง : แต่เขากลับบ้านแล้ว

 

                เห็นนิ่ง ๆ เก็บอารมณ์เก่ง เหมือนไม่สนใจ แต่เซี่ยหยางรักของเขามากจริง ๆ ค่ะ ฉินเฉิงคือสังเกตเก่งมากกก

 

        หนึ่งชั่วโมงต่อมา ฉิวสิงก็เดินออกมานั่งข้าง ๆ เขา

        เซี่ยหยางเอ่ยถามทั้งที่ตายังมองโทรศัพท์ “คุยกันเสร็จแล้วเหรอครับ”

ฉิวสิงไม่ได้ตอบคำถาม สายตาว่างเปล่าเหม่อมองไร้จุดหมายอยู่นานมากกว่าจะหันมารั้งเซี่ยหยางเข้าไปในอ้อมแขน เอาคางเกยถูไถเส้นผมของเขา ก่อนหลับตาผ่อนจังหวะหายใจราวกับคนที่หลุดพ้นจากความทุกข์

 

ชอบฉากนี้มาก เหมือนวงกลมความสัมพันธ์กระชับมาถึงระดับพึ่งพิงและพึ่งพากันและกันไปแล้วค่ะ

 

“แต่ผมกลับคิดว่าเขาเรียกถูกแล้ว” เซี่ยหยางดึงมือออกแล้วตบหลังมืออีกฝ่ายเบา ๆ

...

“ถึงยังงความสัมพันธ์ของเราก็ยังเป็นความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ไม่ชัดเจนอยู่”

“...”

“ฉิวสิง ผมรออยู่”

ชายหนุ่มนิ่งไป ก่อนหลุบตาลง หลบตาเขาเงียบ ๆ

               

สำหรับคนป่วยเป็นโรคร้าย เข้าใจในมุมตัวละครคุณฉิวว่าเขาลำบากใจและทุกข์ใจแค่ไหนที่จะตัดสินใจเอื้อมมือออกจากความกลัวของคำว่า เวลามีจำกัดออกไปหาเซี่ยหยางที่ยื่นมือพร้อมหัวใจมาให้ ที่เราโกรธไม่ใช่คุณฉิว เหมือนเซี่ยหยางที่เข้าใจมาก ๆ และเลือกที่จะยืนรอในจุดยืนตัวเองอย่างมุ่งมั่น ...ที่น่าโกรธคือญาติเหล่านั้น ที่ทำตัวได้ ...น่าตีนัก (เซี่ยหยางจัดการเลยยยย)

 

ฉิวสิงขมวดคิ้ว พยายามดึงมือกลับ “เซี่ยหยาง”

“ฉิวสิง คุณไม่อยากใช้เวลาสี่ปีนี้สู้เพื่อชีวิตที่ยาวนานขึ้นเลยเหรอ”

ฉิวสิงที่ดึงมือกลับถึงกับหยุดชะงัก

...

“ผมปฏิเสธข้อตกลงของคุณ” เซี่ยหยางดึงสายตากลับมา ผลักประตูรถออกกว้าง

“ผมในตอนตรุษจีนไม่ใช่สิ่งที่เอาผลประโยชน์มาแลกได้ ถ้าคุณต้องการจริง ๆ ก็เอาคุณที่มีคำมั่นสัญญาที่ผมต้องการและความกล้าที่จะอยากมีชีวิตอยู่มาแลก”

               

                เรา ... เราเอาใจช่วย จริง ๆ นะ เราชอบเซี่ยหยางมาก ที่พูดตรง ๆ เสมอว่ารู้สึกยังไง คิดยังไง และชอบที่เขายืนยันเสมอว่าพร้อมสู้ไปกับคนรัก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอแค่อีกฝ่ายพร้อมจับมือเดินไปกับเขา แบบ ... เอาใจช่วยจริง ๆ คุณฉิวฮึบ ๆ น้องรออยู่นะคะ

 

                ในป่ามีกระต่ายตัวหนึ่งป่วยเป็นโรคประหลาด มันมีนิสัยแปลกประหลาดชอบใช้ชีวิตคนเดียว อยู่มาวันหนึ่งมีนกน้อยบาดเจ็บตัวหนึ่งบุกเข้ารังของมัน และอยู่ในนั้นไม่ยอมจากไป

            กระต่ายตัวนั้นโหดร้ายกับนกน้อยมาก ทว่ามันกลับช่วยทำแผลให้นกน้อยอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แล้วทั้งสองก็อยู่ด้วยกันงง ๆ พึ่งพาอาศัยกันจนผ่านฤดูหนาวหนึ่งไปได้ และพวกมันก็ค่อย ๆ ชอบอีกฝ่าย แต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิเจ้ากระต่ายกลับใจร้ายคิดอยากจะไล่นกน้อยไปเพราะกังวลในอาการป่วยของตัวเอง

            หลังจากผ่านอุปสรรคมาได้ เจ้ากระต่ายปลดล็อกปมในใจ ตัดสินใจว่าจะใช้ชีวิตที่เหลือกับนกน้อยอย่างมีความสุข นกน้อยหาอาหารมาให้เจ้ากระต่ายที่ป่วยหนักทุกวัน จากนั้นปฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เจ้ากระต่ายค่อย ๆ หายดี และทั้งสองก็ใช้ชีวิตด้วยกันอย่างมีความสุข

***จบเล่ม 2***


ยาวมากกกก ใครหลงมาถึงตรงนี้ พูดคุยฉากที่ชอบกันได้นะคะ


ชาแดง







รีวิว แต่งงานสามครั้งกับปลาเค็ม เล่ม 1 ( 3 เล่มจบค่ะะ)

  แต่งงานสามครั้งกับปลาเค็ม เล่ม 1 ผู้แต่ง ปี่ข่าปี่ ผู้แปล จื่อซิน ผู้วาด 梨乖 酥 สำนักพิมพ์ Inltreebook เรื่องย่อ หลินชิงอวี่ แต...